ノートテキスト
ページ1:
3 ) โครงสร้างและการทำงานของเซลล์ เซลล์ (Cell) : หน่วยพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของสิ่งมีชีวิต / มีขนาดเล็กมาก มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น เนื่องจากมีขนาดที่เล็กมาก ทำให้การแพร่ของสารอาทร แก้วจำเป็นเข้าสู่เซลล์ การขับถ่ายของเสียออกต่างๆ มีประสิทธิภาพมาก นอกจากนี้ยังส่งผลให้สารที่สร้างในภายในเซลล์ ส่งออกไปยังเยื่อหุ้มเซลล์ หลั่งออกนอกเซลล์ได้ดีกว่า ขนาดใหญ่ T ถูกค้นพบโดย โรเบิร์ต ฮุค -- จากการนำจุดไม้คอร์ก มาส่องดู พบกล้องจุลทรรศ เลนส์ เกี่ยว ทฤษฎีเซลล์ (Cell theory) 1) สิ่งมีชีวิตทุกชนิด ประกอบด้วยเซลล์ และผลิตภัณฑ์ของเซลล์ 1) เซลล์เป็นหน่วยพื้นฐานที่เล็กที่สุดของสิ่งมีชี 3) เซลล์ทุกเซลล์เกิดจากเซลล์ที่มีอยู่ก่อนแล้ว ประเภทของเซลล์ แบ่งออกเป็น 2 ชนิด - 1) โพรคาริโอต (prokaryotic cell ) | protein. สีเคราะห์ protein เส้นผ่านศูนย์กลาง 21-5 Am / ไม่มีเยื่อหุ้มนิวเคลียส / DNA สายช่วงปิด ไม่มี histone. / ไรโบโซมขนาดเล็ก (706) ไม่มีเยื่อหุ้มออแกเนลล์ ผนังเซลล์ เทคโลโกลแคนในแบคทีเรีย, ไกลโคโปรตีนในอาร์เดีย CM. แบคทีเรีย, อาร์เคีย บริเวณพบสารพันธุกรรมเรียกว่า นิวคลีออยด์ (nucleoid) 2) ยูคาริโอต (eukaryotic cell ) / : เส้นผ่านศูนย์กลาง 10-50 น. มีเยื่อหุ้มนิวเคลียส์ DNA สายต่างเปิด มี histone. / ไรโบโซมขนาดใหญ่ (405) มีเยื่อหุ้มออแกเนลล์ / เซลลูโลสในพืช, ได้ทันในพวกทั้งใจ / มีไซโทสเกเลตัส / มีไมโทซิสและไมโอซิส ส่วนที่ห่อหุ้มเซลล์ เซลล์ยูคาริโอต เยื่อหุ้มเซลล์ ผนังเซลล์ (ถ้ามี) ไซโทพลาซึม ไซโทซอล เยื่อหุ้มชั้นเดียว มีเยื่อหุ้ม โพรโทพลาสซึม ออร์แกเนลล์ เยื่อหุ้ม 2 ชั้น นิวเคลียส ไม่มีเยื่อหุ้ม เซลล์พืชและเซล สต ร่างแหเอนโดพลาซึมชนิดขรุขระ rough ondoplasmic reticulum RER กอลจิคอมเพล็ก (Golgi complex) เวซิเคิล (vesicle) ไมโทคอนเดรีย (mitochondria) - เยื่อหุ้มนิวเคลียส (nuclear membrane) - ใครมาต้น (chromatin) นิวเคลียส - นิวเคลียร์พอร์ (nuclear pore) (nucleus) นิวคลีโอลัส (nucleolus) - - ร่างแหเอนโดพลาซึมชนิดเรียบ (smooth endoplasmic reticulum: SER) ไลโซโซม (yosome) ร่างแหเอนโดพลาซึมชนิดขรุขระ (rough endoplasmic reticulum:RER) ร่างแหเอนโดพลาซึมชนิดเรียบ (smooth endoplasmic reticulum: SER) ไซโทลเกเลตอน (cytoskeletor) les (vacuole)- นิวเคลียส (nucleus) ไมโทคอนเดรีย (mitochondria) - พลาสโมเดลมาตา (plasmodeumata) -กลมเพล็ก (Golgi complex) เซนทริโอล (centricle) - ไซโทลเกเลตอน (cytoskeleton) เยื่อหุ้มเซลล์ (plasma membrane) ภาพที่ 7 โครงสร้างของเซลล์สัตว์ทั่วไป (typical animal cell) คลอโรพลาสต์ (chloroplast) ผนังเซลล์ (cell wall) เยื่อหุ้มเซลล์ (plasma membrane) ภาพที่ 8 โครงสร้างของเซลล์พืชทั่วไป (typical plant cell)
ページ2:
โครงสร้างของเซลล์ ยูคาริโอต 1) นิวเคลียส (Nucleus) : รูปร่างกลม หรือ พบในเซลล์บุตรโดยเกือบทุกชนิด บรรจุสารพันธุกรรมพวก DNA โครงสร้างของนิวเคลียส 1) เยื่อหุ้มนิวเคลียส (nuclear membrane) : เป็นเยื่อหุ้ม 2 ชั้น หน้าที่ : แยกระหว่างไซโทซอลกับภายในนิวเคลียส บริเวณเยื่อหุ้มมี เรียกว่า nuclear pore เป็นทางผ่านเข้าออกของสาร มีมากกว่าหนึ่งอันก็ได้ เป็นบริเวณที่สร้าง rRNA องค์ประกอบสำคัญ ของ ribosome และสร้างหน่วยย่อยของ ribosome -2) นิวคลีโอลัส (nucleolus) 3) นิวเคลียร์ ลามินา (nuclear (aumina) : เป็น intermediate filament ให้ความแข็งแรงและรักษารูปทรงของนิวเคลียส (4) โครมาทิน (Chromatin) : เป็นโครงสร้างของ โครโมโซม ที่คลายตัวอยู่ เป็นการพันธุกรรมที่นิวเคลียสเก็บไว้ ขณะแบ่งเซลล์ โครมาทินจะขดตัวเป็น โครโมโซม 2) ไรโบโซม Large Subunit small subunit (Ribosome) : เป็นออร์แกนเนลล์ ไม่มีเยื่อหุ้ม มีขนาดเล็กที่สุด พบได้ทั้งยูคาริโอตาและโพรคาริโอตา มีหน้าที่ : สังเคราะห์โปรตีน ในขั้นตอนการแปลรหัส (Translation) ประกอบด้วย 2 หน่วยย่อย คือ หน่วยย่อยเล็ก (Small Subunit) และ หน่วยย่อยขนาดใหญ่ (Large Subunit) สร้างมาจาก protein, RNA โดยถ้า ไรโบโซมอิสระ ( free ribosome) จะสังเคราะห์โปรตีนไว้ใช้ในเซลล์ ถ้าเป็น โรโบโซมที่เกาะอยู่ ER จะส่งออกภายนอกเซลล์ 3) เอนโดพลาสมิกเรติคูลัม (Endoplastic reticulum : ER) : มีเยื่อหุ้มชั้นเดียว ลักษณะเป็นท่อกลมหรือถุงแบน เชื่อมต่อกันเป็นร่างแห เรียงซ้อนกันอยู่ล้อมรอบนิวเคลียส เอนโดพลาสมิกเรติคูลัมแบบขรุขระ ( RER : Rough Endoplasmic reticulum) - บริเวณที่สร้าง protein จากไร่โปโซมที่มาเกาะ เพื่อส่งไปนอกเซลล์ ผ่าน เวสิเคิลให้ส่งไปยัง กอจิคผมเพล็กซ์ ยังมีหน้าที่ในการเติมสารพวก คาร์โบไฮเดรต ให้โปรตีน เอนโดพลาสมิกเรติคูลัม แบบเรียบ ( SER : Smooth Endoplasmic reticulum) • สังเคราะห์โด โดยเฉพาะ สเตอรอยด์, สังเคราะห์ ฟอสโฟลิก, กำจัดสารพิษ, เก็บสะสมและปล่อย C4 ในกล้ามเนื้อ ดูดซึมไขมันในลำาไส้เล็ก, สลายไกลโคเจนในตับ
ページ3:
ไซไทสเกเลตอน (Cytoskeleton) : เป็นโปรอื่นที่เรียงเป็นช่างแน ทำหน้าที่ค้ำจุลเซลล์ให้คงรูปอยู่ได้ นอกจากนี้ยังเกี่ยวข้อง - 1 ไมโครทูบูล (Microtubule) กับการเคลื่อนไหวของไซโทพลาซึม และการเคลื่อนที่ของเซลล์ แบ่งเป็น 3 ชนิด - มีขนาดใหญ่ที่สุดภายในเซลล์ เกิดจากไปเห็นทิวบูลิน (tubulin) เรียงต่อกันเป็นหลอด ทำหน้าที่ปัดและลำเลียง ออร์แกเนลล์ เป็นโครงสร้างเส้นใยสปินเดิล ช่วยให้ซิเลีย และแฟลเจลลัมเคลื่อนที่ได้ ไมโครฟิลาเมนต์ (Microfilament) • เกิดจากโปรเป็นแอกทิน (actin) เป็นโซโทลเกเลตอนที่เด็กสุดในเซลล์ แต่มีความยืดหยุ่นสูง ทำหน้าที่เกี่ยวกับ การเคลื่อนไหวของเซลล์กล้ามเนื้อ ร่วมกับ โปรตีน ไม่โอน, การโบลเวียนของไซโทพลาซึม การเคลื่อนไหวของอะมีบา (เท่าเทียม), รักษารูปร่างของเซลล์, ช่วยในการแบ่งไซโทพลาซึมของเซลล์สัตว์ กอร์เดี่ยวฟลาเมนท์ (Intermediate filament) 3) อินเทอ 1 • พบได้ที่โปรตีน เคอมาทัน (keratin) มีขนาดกลาง ทำหน้าที่ รักษารูปร่างของเซลล์ให้เป็นแรงและทำให้ ออร์แกเนลล์ต่างๆ ในเซลล์ อยู่ประจำที่ในตำแหน่งที่เหมาะสม เซนโทรโซม (Centro some) : แหล่งกำเนิด เส้นใยสปินเดิล เกิดจาก เซนทริโอ 2 อัน ที่ตั้งฉากกันอยู่ และ PC ทำหน้าที่ ช่วยในโครโมโซมเคลื่อนออกจากกัน ไซโทdes (Cytosol) : เป็นส่วนของไซโทพลาซึม! ลักษณะกึ่งแข็งกับหลว ผนังเซลล์ (cell wall ) Pemary cell wall ภาพที่ 17 โครงสร้างของผนังเม Secondary cell wal -Made lamel มีประมาณ 3 เท่าของนิวเคลียส บริเวณอยู่ติดกับเยื่อหุ้มเซลล์ เรียกว่า เอ็กโทพลาซึม บริเวณด้านใน เรียกว่า เอนโดพลาซึม ทำหน้าที่เป็น ที่อยู่ของออร์แกเนลล์ต่างๆ Centrosome Pericentriolar matrix (PCM) : prokariotic cell มีส่วนประกอบเป็น peptidoglycan fung) ประกอบมาจาก chitin Centricles (การเรียงตัวของไมโครทูบูลเป็นแบบ 9+0 plant cell ประกอบจาก Cellulose + pectin / ยางชนิด) Chin บ ระหว่าง 2 cell จะมีสายโซโทพลาซึมเชื่อมอดกันอยู่ เรียกว่า พลาสโมเดลมายา (plasmodesmata) ระหว่างองนั่งเซลล์ปฐมภูมิจะมี middle lamella ช่วยในการยึดติดของเซลล์ พืชทุกชนิดจะมีผนังเซลล์ทุติยภูมิ แต่บางชนิดมีการสร้างการจากในเซลล์สะสมเป็น องนั่งเซลล์ทุติยภูมิ อยู่ด้านใน เซลล์ที่มีจะเป็นเซลล์ที่ขายแล้ว ทำหน้าที่รักษารูปร่าง ให้ความแข็งแรงแก่เซลล์พืช, การรักษาแรงดัน สารทุกชนิดเคลื่อนที่ผ่านเข้า-660ได้ รอยต่อระหว่างเซลล์ (cell junction) : โครงสร้างพิเศษที่ใช้ใน ในการขัดติดกันของเซลล์ โดยเฉพาะ เซลล์เนื้อเยื่อบุจ - Tight Junction : รอยต่อแบบเชื่อมติดกันสนิท พบใน เซลล์เนื้อเยื่อบุผิวกระเพราะอาหาร, ลำไส้เล็ก ป้องกันการรั่วไหลของสารผ่านช่องว่างระหว่างเซลล์ และป้องกันไม่ให้ protein merbmane เคลื่อนที่ ตำแหน่ง -Adherens junction : รอยต่อที่เชื่อมระหว่างเซลล์ โดยใช้ microfilament -Desmosome • รอยต่อที่เชื่อมระหว่างเซลล์ โดยใช้ intermediate filament Gap junction : ร้อยตาระหว่าง 2 เซลล์ จากโปรงาน Connexin ที่รวมกันเป็น Chanel protein เรียกว่า Connexon เกี่ยวข้องกับการสื่อสารระหว่างเซลล์ ex. Call กล้ามเนื้อหัวใจ
ページ4:
Pa กอจิคอมเพล็กซ์ (Golgi complex) / Golgi body / Golgi apparatus / dictyosome - มีเยื่อหุ้มชั้นเดียว ลักษณะเป็นถุงแบนซ้อนกันเป็นชั้นๆ มีหน้าที่ รวบรวมสารทำให้สารเข้มข้น เพิ่มคาร์โบไฮเดรตให้กับโปรตีน สีฟ้า ที่มาจาก EA ให้เป็นไกลโคเจน / โกลโคลิพิด เพื่อส่งออกนอกเซลล์ หรือเป็น ไอเยื่อหุ้มเซลล์ หรือเป็นส่วนประก ไลโซโซม (lysosome) : เป็นเวสิเคิลที่สร้างจากกอจีบอดี มีเมื่อหุ้ม 1 ชั้น ลักษณะเป็น ถุงกลม ภายในมีความเป็นกรด สูงมาก ภายในมี enzyme กลุ่ม hydrolase ทำงานได้ดีในภาวะเป็นกรด พบมากในเม็ดเลือดขาว มีหน้าที่ในการกำจัดเชื้อโรค สิ่งแปลกปลอม การย่อยอาหารของโพรโตหัวบางชนิด ex. พารามีเซียม อะมีบา แวคิวโอ (Vacuole) : มีเยื่อหุ้มชั้นเดียว แบ่งเป็น 3 ชนิด - 1) Food Vacuole : รับสารจากภายนอกเซลล์ พบในเม็ดเลือดขาวและโพรโตซัวบางชนิด 2) Contractile Vacuole : รักษาคุณภาพของน้ำ ในโพรโตซัวน้ำจืด P 24. อะมีบา พารามีเซียม -3) Sap Vacuole / Central Vacuole : พบในเซลล์พืช เกี่ยวข้องกับความเก่งของเซลล์พืช การกำจัดออร์แกเนลล์เสื่อมสภาพ เพอรอกซิโซม (Peroxisone) : มีเยื่อหุ้มชั้นเดี่ยว ลักชนะกลม พบในเซลล์สัตว์ทุกชนิด โดยเฉพาะเซลล์ตับ ไต ภายในบรรจุของเหลวที่มี enzyme ใช้ในการย่อย ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ให้เป็น 0 กับ 1,0 กำจัดแอลกอฮอล์ส่วนเกินในร่างกาย ไมโทคอนเดรีย (Mitochondria) : มีเยื่อหุ้ม 2 ชั้น พบในยูคาริโอตๆ เกือบทุกชนิด รูปร่างอาจร กลม เมื่อหุ้มชั้นนอก (Outer membrane) : ลักษณะ เรียบ เยื่อหุ้มชั้นใน (inner membrane) : ลักษณะ พับไปพับมา เรียกว่า คริส (Cristae) เป็นการเพิ่มพื้นที่ผิว เกี่ยวกับการถ่ายทอดอิเล็กตรอน ที่ได้จากการสลายสารอาหาร และสร้างพลังงานในรูป ATP ภายในมีของเหลวบรรจุอยู่ เรียกว่า metrix ภายในมี ระดับเซลล์ การเกิดวัฏจักรเครบส์ enzyme ที่เกี่ยวกับกระบวนการหายใจ คลอโรพลาสต์ (Chloroplast) : เมื่อหุ้ม 2 ชั้น พบเฉพาะ ยูคาริโอต ที่สามารถลึงเคราะห์ด้วยแสงได้เท่านั้น | พืช / จำหน่าย เยื่อหุ้มชั้นนอก (outer membrane) - เยื่อหุ้มชั้นใน (Inner membrane) nena (granum) สโตรมาไทลาคอยด์ (stroma thylako ไทลาคอยด์ (thylakoid} ภาพที่ 13 โครงสร้างของคลอโรพลาสต์ -alenn stroma) : เป็นพลาสดที่มีสีเขียว เนื่องจากมีสาร คลอโรฟิลล์ มีรูปร่าง ภายในเป็นถุงแบน เรียกว่า ไทลาคอยด์ เรียงซ้อนกันเป็นแนวตั้ง เรียกว่า กรานุม เพื่อเชื่อมต่อระหว่างกราม เรียกว่า สโตรมาลาเมตตา ของเหลวในคลอโรพลาสต์ เรียกว่า สโตรมา ทำหน้าที่เกี่ยวกับการสังเคราะห์ด้วยแสง โอโมพลาสต์ (Chloroplast) : เป็นพลาสติกสีอื่น ex. เหลือง ส้ม แดง เนื่องจากมีสารชนิด แคโรทีนอยด์ ลิวโคพลาด (leucoplast) : เป็นพลาส ไม่มีสี ทำหน้าที่สะสมแป้ง / น้ำมัน
ページ5:
(4) เมมเบรนและการลำเลียงสารผ่านเข้าออกเซลล์ เมมเบรน (membrane) : ทำหน้าที่ห่อหุ้มเซลล์และออร์แกเนลล์ ใน eukariotic cell บทบาทและความสาคัญ 1 กําหนดบอบเขตของเซลล์และออร์แกเนลล์ 2) ควบคุมสารเข้าออกเซลล์ เป็นเพื่อเลือกผ่าน 3) การรับสัญญาณหรือรับฮอร์โมนต่างๆ 4) การส่งกระแสประสาท 5) เพิ่มพื้นที่ผิว โครงสร้างของ membrane phospholipid : เรียงตัวกัน 2 ชั้น เรียกว่า phospholipid bilayer 1) - - 2) Protein - integral membrane protein แทรกตัวอยู่ในชั้น phospholipid bilayer 3) Carbohydrate • peripheral membrane protein เกาะอยู่ตัวด้านนอก : glycolipid : คาร์โบไฮเดรตที่อยู่บน phospholipid glycoprotein : เกาะอยู่บน membrane protein 14) Cholesterol : แทรกอยู่ในชั้น Phospholipid bilayer ช่วยควบคุมการไหลของ new brane ไม่ในช้าไปหรือเร็วไป Glycopla Hydrophilic head Hydrophobic tall Protoplasm Proteoglycan Glycoprotein Cholesterol Integral protein Peripheral protein บทบาทและหน้าที่ของ Protein บน Merbrane 1) ลำเลียงสารผ่านเข้าออกเซลล์ 2) จดจำกันระหว่างเซลล์ 3) รับและส่งสัญญาณ 4) เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา (1) ลำเลียงสารผ่านเข้าออกเซลล์ (1) การจดจำกันระหว่างเซลล์ (ค) ตัวรับ (receptor) (ง) เอนไซม์ (3) การเชื่อมต่อกันระหว่างเซลล์ (ฉ) ยึดเกาะกับ cytoskeleton 5) เป็นรอยต่อระหว่างเซลล์ 6) ยึดไซโทลเกเลตอนไป extracellular matrix (ECM) ภาพที่ 2 บทบาทของโปรตีนบนเมมเบรนแบบต่างๆ
ページ6:
การลำเลียงสารผ่านเข้าออกเซลล์ (Cell transport ) : สาวที่มีใจ ex. 01 C, โมเลกุลขนาดเล็กและไม่มีประจุจะผ่าน membrane ได้ดี สารที่มีขนาดใหญ่ และมีชั่วมีประจุ จะไม่สามารถผ่าน membrane ได้ แต่เซลล์ยังมีความต้องการสารอาหารเหล่านี้ จึงมีการใช้ protein membrane เพื่อให้สารลำเลียงผ่านได้ แบ่งได้ 2 ชนิด 1) Chanel protein : เป็นช่องให้สารผ่านได้ โดยไม่ใช้พลังงาน ex. amino acid protein 2) Carrier protein : เป็นโปรตีนที่ต้องเปลี่ยนรูปร่าง เพื่อให้เกิดการลำเลียงได้ อาจจะต้องใช้ ATP ช่วยหรือไม่ก็ได้ ด้านนอกเซลล์ การล้าเสียงสาร ผ่านเข้าออกเซลล์ ความเข้มข้น ของกลูโคสสูง ความเข้มข้น ของกลูโคลต่ำ GLUTE Cytosol กลูโคส Simple Diffusion Passive Transport Active Transport Osmosis Facilitated diffusion Phagocytosis Pinocytosis Bulk Transport หรือ Vesicular transport Endocytosis Exocytosis Receptor-mediated endocytosis Passive transport : ลำเลียงสารตามความแตกต่างของความเข้มข้น ไม่อาศัย ATP Active transport • ลำเลียงสารต่อต้านกับความแตกต่างของความเข้มข้น ใช้ ATP ในการลำเลียง bulk transport / Vesicular transport : เป็นการลำเลียงสารขนาดใหญ่ มีการประจุในถุง Vesicle transport/Vesicular 1) การแพร่แบบธรรมดา (Simple Diffusion) : การเคลื่อนที่จากบริเวณความเข้มข้นสูงไปยังบริเวณ ความเข้มข้น 2) ออสโมซิส (Osmosis) : เป็นการแพร่ผ่านเพื่อเลือกผ่าน เคลื่อนที่จากบริเวณความเข้มข้นต่ำไปยังบริเวณความเข้มข้นสูง ความเข้มข้นจึงมีผลต่อรูปร่างเซลล์ 1) Isotonic : ความเข้มข้นภายนอก ภายใน รูปร่างไม่เปลี่ยน 2) Hypotonic : ความเข็มขันภายนอกต่ำกว่า ภายในเซลล์ (น้ำใน น้ำนอก) เซลล์เต่ง 3) Hypertonic : ความเข้มข้นตายนอกสูงกว่า ภายในเซลล์ (น้ำนอก > น้ำใน) เซลล์เดียว < Hypertonic solution (น้ำมาก → น้ำน้อย ) Isotonic solution เซลล์เม็ดเลือดแดงเที่ยว (plasmokyas) เซลล์เม็ดเลือดแดงรูปร่างปกติ Hypotonic solution เซลล์เม็ดเลือดแดงแตก (hemolysis) เซลล์พืชเดี่ยว (plasmolysis) เซลล์พืชรูปร่างปกติ เซลล์พืชแต่ง (ug)
ページ7:
3) การแพร่แบบฟาซิลิเกต (Facilitated Diffusion) • การลำเลียงสารขนาดใหญ่ที่ผ่าน phospholipid bi layer ไม่ได้โดยตรง จะต้องลำเลียงผ่านทาง โปรตีนเมมเบรน โดยอาจจะผ่านทาง Chanel protein / carrier protein ก็ได้ มีการเคลื่อนที่จากบริเวณที่มีความเข้มข้นสูงไปยังบริเวณ ความเข้มข้น : 4) Active transport : ลำเลียง ตัวถูกละลายหรือไอออน โดยจะเคลื่อนที่ขาดความเข้มข้นทั่วไปซึ่งความเข้มข้นสูง งาน Carrier protein, จำเป็นต้องใช้ ATP primary active transport : ลำเลียงโดยตรงจากการอาศัยพลังงาน AT Secondary active transport : ลำเลียง โดยอาศัยพลังงาน ATP ทางอ้อม 5) เอนโดไซโทซิส (Endocytosis) : การลำเลียงสารขนาดใหญ่แบบ Vesicular transport จากนอกเซลล์ เข้ามาในเซลล์ โดยการปรตุในถุง Vesicle ? phagocytosis : ลำเลียงสารขนาดใหญ่และไม่ละลายน้ำ เข้าสู่เซลล์ โดยสารจะถูกโอบล้อมด้วย เท้าเทียม จากนั้นจะกลายไปเป็น food Vacuole แล้วเข้าสู่กระบวนการย่อยต่อไป pinocytosis : นำสารที่เป็นของเหลว ละลายน้ำ จากนอกเซลล์เข้าสู่ในเซลล์ ในรูปของถุงเวซิเคิลขนาดเล็ก จำนวนมาก พบในการแลกเปลี่ยนสารบริเวณหลอดเลือดฝอย - receptor - mediated transpost : ลำเลียงสารที่ขนาดใหญ่ มีความจำเพาะมากที่สุด เข้าสู่เซลล์ โดยสารจะจับกับ ตัวรับ (receptor) เพื่อลำเลียงเข้าสู่เซลล์ 6) เอกโซไซโทซิส (Exocytosis) : ลำเลียงสารขนาดใหญ่ออกนอกเซลล์ โดยการสร้างถุงเวสิเคิล เพื่อไปรวมตัวบริเวณ เยื่อหุ้มเซลล์ แล้วส่งสารออกไปนอกเซลล์ pseudopodium อาหารหรืออนุภาคอื่นๆ 0 Osolute Receptor Food vacuole (2) (n) Coat protein (ค)
ページ8:
5) พลังงาน เอนไซม์ และเมแทบอลิซึม พลังงาน (Energy) : ความสามารถในการทำให้เกิดงานหรือการเปลี่ยนแปลง แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ - พลังงานศักย์ : พลังงานที่สะสมอยู่ในสสารหรือโมเลกุล สำคัญในสิ่งมีชีวิต คือ พลังงานเคมี (Chemical energy) พลังงานจลน์ : พลังงานที่เกิดขึ้นจากการเคลื่อนที่ของวัตถุหรือสาร เมแทบอลิซึม (Metabolism) : ปฏิกิริยาเคมีทั้งหมดที่เกิดในสิ่งมีชั่วๆ ประกอบด้วยหลายขั้นตอนย่อย แต่ละขั้นตอนจะมี enzyme เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาเฉพาะเจาะจง แบ่งได้เป็น 2 แบบ แอนาบอลิซึม (Anabolism) : กระบวนการสร้างโมเลกุลขนาดเล็กให้มีขนาดใหญ่ จำเป็นต้องอาศัยพลังงานในการทำงาน แคตาบอลิซึม (Catabolism) : กระบวนการสลายโมเลกุลขนาดใหญ่ให้มีขนาดเล็ก จะมีการปลดปล่อยพลังงานออกมา กระบวนการ Anabolism และ Catabolism) จะเกิด ปฏิกิริยาควบคู่ ซึ่งกันและกัน คือ พลังงานที่เกิดจาก Catalolism จะถูกนำไปใช้ใน Anabolism” และสารขนาดเล็ก ที่ถูกย่อยจาก Catabolism ถูกนำไปใช้เป็นวัตถุดิบ ในกระบวนการ Anabolism ATP (adenosine triphosphate) : เป็นอนุพันธ์ของ นิวคลีโอไทด์ ประกอบด้วย 3 ส่วน พลังงานสูง - ribose, adenine, phosphate group 3 หมู่ - เชื่อมกันด้วยพัน phosphoanhydride สิ่งมีชีวิตได้รับพลังงานจาก ATP เมอ ATP เกิดปฏิกิริยาสลายหมู่ฟอสเฟต ด้วย hudrolysis reaction จะได้เป็น ADH (adenosine diphosphate), P; ( inorganic phosphate), พลังงาน พลังงานเหล่านี้เป็นพลังงานที่เซลล์นำไปใช้ได้ Pi * การเข้าหมู่ฟอสเฟตให้กับสารอินทรีย์ เรียกกระบวนการนี้ว่า ฟอสไฟรีเลชั่น ( phosphorylation) มีทั้งหมด 3 แบบ -1) Substrate-level phosphorylation • อาศัยพลังงานจากปฏิกิริยาเคมีและการทำงานของ enzyme โดยตรง 2) Oxidative phosphorylation • อาศัยพลังงานจากปฏิกิริยารีดอกซ์ การถ่ายทอด) 6. ในการหายใจแบบที่ 0, 3) Photophosphorylation : อาศัยพลังงานจากปฏิกิริยารีดอกซ์ การถ่ายทอด) 6 ในปฏิกิริยาแสงของการสังเคราะห์ด้วยแสง
ページ9:
พลังงานอิสระของปฏิกิริยาเคมี สารตั้งต้น เอนไซม์ (Enzyme) : เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาเคมีในสิ่งมีชีวิต enzyme ทุกชนิดเป็นสาร protein ยกเว้น (ibozume ที่เป็น RNA (เกี่ยวกับการสังเคราะห์โปรกันในการแปลงน้อ) โดย enzyme จะไปลดค่าพลังงานก่อกัมมันต์ EA ทำให้เกิดปฏิกิริยาได้เร็วขึ้น (EA สูง = เกิดช้า, EA น้อย ๆ เกิดเร็ว) ไม่มีเอนไซม์ มีเอนไซม์ บริเวณบึ้ง (octives50) ผลิตภัณฑ์ (products) glucose ac fructose เวลา ค่า E เมื่อ ไม่มีเอนไซม์ + ค่า E, เมื่อ (ภาวะปกติ) มีเอนไซม์ ผลิตภัณฑ์ สารตั้งต้น (substrate) Sucrose Enzyme-substrate complex การทำงานของเอนไซม์ - เ เน = - สารตั้งต้นไปจับกันเอนไซม์บริเวณเร่ง ** enzyme-substrate complex (Es complex) ทำให้สารตั้งต้นกลายเป็นผลิตภัณฑ์ ในขณะที่ นำกลับมาใช้ใหม่ได้ enzyme เอนไซม์ ต่างจาก วเร่งปฏิกิริยาเคมีในห้องทดลอง 4 ประการ 1) enzyme มีประสิทธิภาพสูงกว่า 2) มีความจำเพาะเจาะจงต่อสารตั้งต้นมากกว่า 3) สภาวะที่เหมาะสมจะไม่รุนแรง 4) การทำงานของ enzyme ควบคุมได้ ปัจจัยที่มีผลต่อการทำงานของเอนไซม์ 1) อุณหภูมิ 2) ค่ำ pH • อุณหภูมิ สูง - ต่ำ เกิน จะทำให้ enzyme ทำงานได้ลดลง : มีผลต่อ การแตกตัวของ A-group ใน amino acid ที่เป็นกรดเบส 3) ความเข้มข้นของ enzyme ทำให้ประจุที่ R- group เปลี่ยน และพันธะไอออนิกถูกทำลาย • ถ้าความเข้มข้นของสารตั้งต้นมากพอ เมื่อเพิ่มความเข้มข้น enzyme จะทำให้การทำงานเพิ่มขึ้นด้วย 4) ความเข้มข้นของสารตั้งต้น : ถ้าความเข้มข้นของ Enzyme คงที่ เมื่อเพิ่มความเข้มข้นของสารทั้งงานจะทำให้ การทำงานของ enzyme เพิ่มขึ้นด้วย จนถึงจุดอิ่มตัว 5) ตัวยับยั้งการทำงานของ enzyme 5.1) แบบย้อนกลับได้ (ชั่วคราว) 1) แข่งขัน : ตัวยับยั้งจับกับ บริเวณเร่ง ความเข้มข้นข้าวยับยังคงที่ การเพิ่มความเข้มข้นสารตั้งต้น enzyme ทำให้การทำงานของ enzyme เพิ่มขึ้น enzyme 2) ไม่แข่งขัน : ตัวยับยั้งจันกับ บริเวณอื่นนอกเหนือบริเวณเร่ง / ความเข้มข้นตัวขับยังคงที่ การเพิ่มความเข้มข้นสารตั้งต้นจะไม่เพิ่มการทำงานของ Crane เพราะ enzyme สูญเสียโครงสร้าง 3 D 5.1) แบบย้อนกลับไม่ได้ ( ถาวร )
ページ10:
ในกิจกรรมต่างๆ 6) การหายใจระดับเซลล์ (Cellular Respiration.) : กระบวนการที่เกิดขึ้นเพื่อสร้าง ATP สำหรับใช้ใน โดยได้จากการสลาย Carbohydrate protein lipid จากอาหาร ปฏิกิริยารีดอกซ์ (redox reaction) : ปฏิกิริยาเคมีที่มีการแลกเปลี่ยน ๕ เมื่อเคลื่อนย้ายอิเล็กตรอนที่จะมีการปลดปล่อยพลังงานออกมา ปฏิกิริยาออกซิเดชั่น (oxidation reaction) - เป็นครึ่งของปฏิกิริยาเคมีที่สูญเสีย 6 ออกจาก ตัวรีดิวซ์ (reducer) - ปฏิกิริยารีดักชัน (reduction reaction) . • เป็นครึ่งของปฏิกิริยาเคมีที่ได้รับ 0 เพิ่มเข้ามา โดยตัวที่รับ : เรียกว่า ตัวออกซิไดซ์ ( oxidizer ) รูปทั่วไปของปฏิกิริยารีดอกซ์ : กระบวนการหายใจระดับเซลล์ : ē oxidation x + y - X€ + Y → x + Ye Reduction * ที่หลุดออก อาจมีตัวรับ 2” มารับเอาไว้ เพื่อสะสมและเปลี่ยนเป็นพลังงาน ต่อไป ตัวรับ ๕ มีหน้าที่สำคัญในขั้นตอนการหายใจระดับเซลล์ ได้แก่ NAD ( อนุพันธ์ B3) เมื่อรับ 6 แล้วจะถูกรีดิวซ์ ให้เป็น NADH อีกหนึ่งตัวสำคัญในวัฏจักรเครบส์ คือ FAD เมื่อได้รับ 2” จะถูกรีดิวซ์ ให้เป็น FADH, การหายใจแบบใช้ออกซิเจน : เป็นกระบวนการที่ทำให้ กลูโคสถูกออกซิไดซ์โดยสมบูรณ์ โดยเปลี่ยนคาร์บอนในกลูโคสทั้งหมด ให้เป็นแก๊ส 20, และขับออกนอกเซลล์ ขั้นตอนการหายใจแบบใช้ออกซิเจน 1) ไกลโคไลซิส (glycolysis) 2) การสร้างอะซิติลโคเอนไซม์เอ 3) วัฏจักรเครบส์ ( Krebs cycle) 4) การถ่ายทอดอิเล็กตรอน ไกลโคไลซิส (Glycolysis) : เกิดที่บริเวณ Cytosol พบได้ทั้ง prokariotic cell และ eukariotic cell ทั้งการเผยใจ ใช้ ไม่ใช้ 0, 1) การลงทุนของพลังงาน : โมเลกุลของกลโคไซรัป AT : โมเลกุล - fructose - 1,6-bisphosphate ที่มีพลังงานสูง ความเสถียร และพร้อมที่จะแยกตัวเป็นน้ำตาล C3 2) น้ำตาลแตกต่าง : fructose-1, 6-bisphosphate แตกตัวเป็น triose Phosphate คือ GAL/G3P 2 โมเลกุล และได้น้ำตาล DHAP 1 โมเลกุล - PSAL ได้ 3) ปฏิกิริยารีดอกซ์ : P64 ถูกออกซิไดซ์ให้เป็น PGA ใน NAD มารับ 6 ที่หลุด880 - NADH 10 ATP ได้ (4) เก็บเกี่ยวพลังงาน : PGA ถูกเปลี่ยนเป็น Phosphoenolpyruvate (REP) ในเวลา มี ATP จาก ADP 4 โมเลกุล เป็น ATP ที่ผลิตแบบ substrate level phosphorylation. สรุปผลิตภัณฑ์ที่ได้ ไทเท 2 โมเลกุล ATP 2 โมเลกุล, NADH 2 โมเลกุล v
ページ11:
Glucose ออออออ - 2 ATP …> 2 ADP + 2 P Fructose-1.6-bisphosphate P-GGGGGG-P G3P/PGAL ขั้นตอนที่มีการลงทุนพลังงาน (Energy investment phase) ขั้นตอนที่น้ำตาลมีการแตกตัว (Sugar splitting phase) 2 pyruvate + 2CoA + 2NAD + 2H → 2 acetyl-CoA + 2NADH + 2CO Glucose cccccc G3P/PGAL cee P- PGA NAD + H NADH 4-600-4 Pyruvate ADP + 2 P 2 ATP P 4-600 PGA P-GOG-P Pyruvate NAD+ + H* NADH 2 ADP+2 P 2 ATP ขั้นตอนปฏิกิริยารีดอกซ์ (Redox rection phase) ขั้นตอนการเก็บเกี่ยวพลังงาน (Energy harvesting phase) 2 Pyruvates 2xCCC 2 NAD + 2 H 2 NADH 2 co 2 Coenzyme cce cce ภาพที่ 3 ภาพรวมของการเกิดไกลโคไลซิส (glycolytic pathway) Acety. CoA ce การสร้างอะซิติลโคเอนไซม์ 12 : ถ้าไพรเวท 30, เพียงพอ จะเข้าสู่ขั้นตอนการสร้าง อะซิติลโคเอนไซม์ เอ เกิดที่แมทริกซ์ ใน ไมโทคอนเดีย ขั้นตอนการสร้าง อาจเรียกว่า Pyruvate Oxidation เนื่องจาก Syruvate จะถูกออกซิเดชั่น - อะซิติลโคเอนไซม์ 18 โดย NAD มาร์ป 2 - NADH มีการเปลี่ยนไปเวลาให้เป็น C1 คือ อะซิติลโคเอนไซม์ เอ ผ่านกระบวนการ decarboxylation --> 00, and pyruvate dehydrogenase complex (PDH). + ใช้ enzyme สรุปผลิตภัณฑ์ที่ได้ อะซิติลโคเอนไซม์ เอ 2 5 โมเลกุล 3 C01 2 โมเดล NADH 2 โมเลกุล , วัฏจักรเครบส์ ( Krebs cycle) : เกิดที่ matrix ขอโทคอนเดรีย เป็นขั้นตอนที่มีการเปลี่ยนแปลงจำนวน C สูงที่สุด เริ่มจาก Oxaloacetate (OAA) มี C4 ร่วมกับ อะซิติลโคเอนไซม์ เอ ที่มี C, อะตอม ได้เป็น ซิเตรต จากนั้น ซิเรา ๆ เกิด decarboxylation - Co (C. - ketoglutarate) และเกิด) decarboxylation - C4 (Succinyl CoA) และเกิดไปเรื่อยๆ จนได้เป็น 0 เพื่อเกิด Krebs Cycle ต่อไปได้ t C, อะตอม C, สรุปผลิตภัณฑ์ที่ได้ NADH 6 โมเลกุล, FADH, 2 โมเลกุล, ATP 2 โมเดล, 20, 4 โมเลกุล FADH₂ 5 Acetyl CoA COCO Malate ccce Oxaloacetate ce cccce Citrate H₂O ccc9 Fumarate Krebs Cycle FAD+2H FADH ccce Succinate cccce socitrate GOGGO co NAD+H - NADH a-ketoglutarate ATP ADP +P COCO Succinyl CoA NAD NAD ภาพที่ 6 ขั้นตอนละเอียดของวัฏจักรเครบส์
ページ12:
ร้อยละของการดูดกลืนแสง (1) การสังเคราะห์ด้วยแสง (Photosynthesis) เป็นกระบวนการที่สิ่งมีชีวิตสร้างอาหารหรือการสินทรีย์ได้ และมีการนำและมาใช้ในการเปลี่ยน คาร์บอนในสารอนินทรีย์ (001) ให้อยู่ในรูปของสารอินทรีย์ (กลูโคส) โดยมีสารตั้งต้นคือ แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (Co2) น้ำ (110) และ แสงอาทิตย์ Cco. + 18H,0 แสง C6H100, + GO, , แสง (Light) : ปัจจัยสำคัญของกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง แสงเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและเป็นอนุภาค ที่เรียกว่า โฟตอน โดยระดับพลังงานของแสง แปรงกอในกับ ความยาวคลื่น ซึ่งช่วงแสงที่ตามองเห็น 400-700 mm เป็นช่วงที่พืชนำมาใช้ในการสังเคราะห์ สาร (Pigment) : ตัวนพลังงานแสงมาใช้ในกระบวนการสังเคราะห์ ซึ่งมี 3 กลุ่ม 1) คลอโรฟิลล์ สีเขียว สามสี่หลัก มีหลายชนิด คลอโรฟิลล์ เอ, คลอโรฟิลล์ มี, คลอโรฟิลล์ ๆ ฯลฯ มีโครงสร้างส่วนหัวเป็น วงแหวน มี 1 เป็นแกนกลาง ทำหน้าที่ ดูดแสงโดยตรง ? ส่วนทางเป็น สายไฮโดรคาร์บอน ช่วยยึดโมเลกุลไว้ บริเวณ non-polar ของเชื่อไทลาคอยด์ และมี คลอโรฟิลล์ เอ คู่พิเศษ เป็นศูนกลาง หรับจ่าย 4 โดยทาง ส่วนที่เหลือจะช่วยดูดแสงช่วงความยาวคลื่นต่างๆ (2) แคโรที่นอยด์ : สารสีเหลือง, ผม, แดง พบได้ในสิ่งมีชีวิตที่สังเคราะห์ด้วยแสงทุกชนิด มี 2 กลุ่มหลักที่สำคัญคือ 1) แคโรทีน ที่มีสารสีส้มแดง, 2) แซนโทฟิลล์ มีสีส้มเหลือง มีบทบาทสำคัญในการป้องกันการเกิดอนุมู อิสระ ของ 0, ที่ ก่อให้เกิดอันตรายต่อเซลล์พืชได้ 99 3) บลจ v • พบได้ในกลุ่มสาหร่ายแดง และสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน โครงสร้างคล้าย วรแขวน ที่ปลายเปิดออก ทั่วไป 3 (นิด -phycoerythrin (1) phycocyanin (สีน้ำเงิน) - allophycocyanin (สีน้ำเงิน) การที่มองเห็นใบไม้เป็นสีเขียว d • คลอโรฟิลล์ดูดกลืนแสงสีน้ำเงินและสีแดง ได้มากที่สุด ขณะที่สีเขียวดูดกลิ่นได้น้อย ทำให้ ตาของมนุษย์เป็นใบไม่เป็นสีเขียวจากการสะท้อนแสง สีเขียว มากกว่าที่อื่นๆ 100 Chlorophyll a Chlorophyll b ^' Carotenoid 0 400 500 ความยาวคลื่นแสง (nm) 600 700 อัตราการปล่อยก๊าซ 0 จากการสังเคราะห์ด้วยแสง 400 500 ความยาวคลื่นแสง (nm) 600 700
ページ13:
กระบวนการถ่ายทอดอิเล็กตรอน (ETC) : เกิดบริเวณ เมื่อหุ้มชั้นในของในโทคอนเดรีย บ จากวัฏจักรเครบส์ได้ NADH และ FADH, จะส่ง 6 ไปยังตัวนำต่างๆ จนถ่ายทอดให้ 04 เป็นตัวรับสุดท้าย จะเกิดเป็นน้ำ ดังนั้น “การหายใจโดยใช้ 0,” จะเกิดในขั้นตอนนี้ และจะเกิดการปล่อยพลังงานเปลี่ยนเป็น H ระนางอรสองด้านของเยื่อหุ้มชั้นในไมโทคอนเดรีย จากนั้น * จะไหลย้อนกลับเข้าสู่ Matrix ผ่าน enzyme ATP synthase ทำให้เกิดการสร้าง ATP โทรส ของหลวในไมโทคอนเดรีย Intochondrial mar การหายใจแบบไม่ใช้ออกซิเจน • เป็นการสลายโมเลกุลของสารอาหารโดยไม่ใช้แก๊สออกซิเจน รับ 6 ในขั้นตอนสุดท้าย แต่อาจใช้สารตัวอื่นแทน เช่น ไนเตรต (103) ซัลเฟต (SO) ในแบคทีเรียบางชนิด กระบวนการหมัก (fermentation) : กระบวนการที่เปลี่ยน NADH ที่สะสมอยู่ให้กลับไปเป็น NAD เพื่อนำกลับไปใช้สลายสารอาหารในขั้นตอน ไกลโคไลซิส อีกครั้ง เพื่อให้เซลล์ได้สร้าง ATP - ผลิตแอลกอฮอล์ : การสลายสารอาหารผ่าน ไกลโคไลซิส ได้ pyruvate จะถูกเปลี่ยนให้เป็น acetaldehyde และ Co, aceraldehyde ที่ได้รับ 6 จาก NADH - แอลกอฮอล์ และให้ NAD” กลับสู่ไกลโคไลซิส และเกิดการสร้าง ATP เพื่อเป็นพลังงานให้กับเซลล์ พบใน ยีสต์ แบคทีเรียบางชนิด ได้ผลิตภัณฑ์ เอทานอล 2 โมเลกุล C0, 2 โมเลกุล อยากรดแลกติก : การเปลี่ยน pyruvate ให้เป็น กรดแลกติก โดยการอาศัย NADH ที่สะสมอยู่ ทำให้ NADH ถูกออกซิไดซ์ให้ 2 กับ pyruvate แล้วกลับไปเป็น NAD เพื่อใช้สร้าง ATP ในไกลโคไลซิส และจะได้ผลิตภัณฑ์ Lactate acid 2 โมเลกุล (พบในการหมัก ปลาร้า, กิมจิ, โยเกิร์ต, ผักและผลไม้ดอง, นมเปรี้ยว การสอยสารอาหารชนิดอื่น - 1) Carbohydate : จะถูกสลาย - Monosaccaride แล้วเข้าสู่ ไกลโคไลซิส + ↓ PGAL Pyruvate 2) Amino acid : อาจจะเปลี่ยนเป็น acetyl-CoA หรือเป็นการอื่นๆใน Krebs cuole ก็ได้ (63) จะถูกกำจัดด้วย กระบวนการ deamination เพื่อขับออกนอกร่างกายในรูปของ ยูเรีย กรดยูริก B-oxidation ในไม่ใช่ตอนตรีและเพอรอกซิโซม หม่ NH, พ 13) lipid : ถูกย่อยเป็น Glycer และ fatty acid (as Glycerol จะเข้ากระบวนการโดยโคไลซิส โดยการเติมหมู่ฟอสเฟท - 639 fatty acid ถูกออกซิไดค์ ผ่านกระบวนการ P - oxidation ที่ไมโทคอนเดรีย **, acetyl-CoA
ページ14:
เมื่อ 2 ในโมเลกุลของคลอโรฟิลล์ถูกกระตุ้น จะทำให้ ” หลุดจากระดับพลังงานปกติ ไปอยู่ในระดับพลังงานที่สูงกว่า แต่ในระดับที่สูงกว่านี้ มีความเสถียรต่ำกว่า ๕” จึงพยายามที่จะลงมาสู่ชั้นเดิม ทำให้มีการปลดปล่อยพลังงาน เพื่อที่จะกลับสู่ภาวะปกติได้ โดยมีการปลดปล่อยพลังงานได้ 3 แบบ คือ 1) การคายพลังงานออก ในรูปของความร้อน 2) การคายพลังงานออกในรูปพลังงานแสง เรียกว่า การเรืองแสง 3) การส่งต่อ 2 ไปยังตัวรับต่างๆ แล้ว ปล่อยพลังงานออกมาทีละน้อย ซึ่งเป็นกลไกหลักของการสงเคราะด้วยแสง กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง 7 กลุ่มสารส ระบบแสง (Photosystem) : โปรแบนไทลาคอยด์ที่มีตัวรับ 2” และ Antenna ที่อยู่ร่วมกัน ระบบแสง I (photosystery 1) : มีการถ่ายทอด 2” ในช่วงความยาวคลื่น 700 nm (700) ระบบแสง || (photosystem 11) : มีการถ่ายทอด 2 ในช่วงความยาวคลื่น 680 mm (2480) ซึ่งมี 2 แบบหลัก ปฏิกิริยาแสง : เกิดขึ้นที่บริเวณเยื่อหุ้มไทลาคอยด์ โดยมีสารที่ใช้อยู่รวมกัน เรียกว่า แอนเทนนา (Antenna) ที่ประกอบด้วย สารสีต่างๆ และ คลอโรฟิลล์ เอ ที่เป็นศูนย์กลางปฏิกิริยา ทำหน้าที่ปล่อย 8 เข้าสู่กระบวนการถ่ายทอด 2 ต่อไป ซึ่งเกิดขึ้นได้ 2 แบบ การถ่ายทอดอิเล็กตรอนแบบไม่เป็นวัฏจักร (noncycle eletron transfer) • อาศัยระบบแสงทั้งสองระบบทำงานในเวลาใกล้เคียงกัน เมื่อแสงมากระตุ้นสารสี่ของระบบแสง || ทำให้ ๕ ถูกดึงออกไปจาก ศูนย์กลางปฏิกิริยา - คลอโรฟิลล์อยู่ในภาวะถูกกระตุ้นและเป็นตัวออกซิไดซ์ที่แรงมากจนสามารถ ถึง 6 จากน้ำมาทดแทน ทำให้ น้ำแตกตัว ได้ 1 และ 0 และ 2 เรียกว่า photolysis ทำให้ ๕ จากน้ำเข้ามาทดแทน 2” ที่หลุดออกไปใน ระบบแจ้ง || ซึ่ง 2 ในจุดออกไป จะถ่ายทอดผ่านตัวรับ 2 อย่างๆ พลังงานที่ปล่อยออกมาจะถูกนำไปสร้าง ATP อ่าน ē enzyme ATP Synthase เรียกว่า photophorylation ต่อมา 2 จะกลับไปที่ศูนย์กลาง ระบบแสง | เพราะ 2 ของระบบแสง | ก็ถูกแสงกระตุ้นให้หลุดออกเช่นกัน * จะถูกส่งผ่านตัวรับ 6 ต่างๆ เหมือน ระบบแสง | * ที่นอกจาก ระบบแสง | รวมกับ NADP 04 การถ่ายทอดอิเล็กตรอนแบบ น ต ก (cycle clotron transfer) NADPH - ศูนย์กลางปฏิกิริยาระบบแสง | ส่ง 4 ผ่านทั่วไปชนตาย จนกลับมาศูนย์กลางปฏิกิริยาของระบบแสง | อีกครั้ง โดยไม่ส่ง 2 ใน NADP จึงไม่มีการสร้าง NADPH และมีการเคลื่อนขาย ?” จาก สโตรมา เข้าสู่ ลูเมน ทำให้เกิดความแตกต่างของ ?” ระหว่าง โทมา และ ลูเมน ทำไปใช้ในการสร้าง ATP โดย ATP synthase Excited P680° (reaction center) Photon Excited P700° (reaction center Photophosphorylation using chemosmosis Cytochrome Complex Bectron Transport Chain 1/2 + 2H* Photosystem I Fd NADO Reductase NADP NADPH 2H Photon PQ Cytochrome Complex Electron Transport Chain Fd Excited P700" (reaction center) Photosystem Photon Photosystem ภาพที่ 9 การถ่ายทอดอิเล็กตรอนแบบไม่เป็นวัฏจักร (noncyclic electron transfer) ภาพที่ 11 การถ่ายทอดอิเล็กตรอนแบบเป็นวัฏจักร (cyclic electron transfer)
ページ15:
ปฏิกิริยาการตั้งคาร์บอน ( Carbon fixation) : เกิดที่ สหมา (strong) เดิมเรียกว่า Dark reaction แต่ปัจจุบันพบว่า การตรึงคาร์บอนในพืช (3 : เกิดบ้าน enzyme หลายชนิดจะทำงานได้จากการถูกกระตุ้นจากแสง รวมถึงผลิตภัณฑ์ จากปฏิกิริยาแสง (ATP, NADPH ) มีความสำคัญอย่างมากกับปฏิกิริยาแสง โดยในการทรงคาร์บอนในฝั่งจะต้องมี Cavin Cycle เกิดขึ้นในขั้นตอน ตอนหนึ่ง Cavin Cycle โดยตรง (เกิดที่ สโตรมา (strong)) มี 3 ขั้นตอน 1) Carboxylation : Rube (c) ทำปฏิกิริยากับ C02- - ที่ไม่เสถียร จึงแตกตัวเป็น C (GPA) 2 โมเลกุล เป็นในตอนที่ถูกเร่งด้วย enzyme รูซิสโก (Rubis (0) 2) Reduction : PGA ถูกรีดิวซ์ โดยชาย ATP และ NADPH จากปฏิกิริยาแสง →G3P โดย 639 ขายโมเลกุล จะถูกส่306 096 คอโรพลาสต์ เพื่อร่วมตัวเป็น กลูโคส และ ซูโคส G3P - 3 ) Regeneration : มีการนำ AI มาเพิ่มหมู่ฟอสเฟตใน G3P เพื่อเปลี่ยนเป็น R480 ใหม่ เมื่อผ่าน อีกจีน จะได้ - โมกุกุล โดย GSP 5 โมเลกุล ถูกนำไปสร้าง RuBP ได้ 3 โมเลกุล และ 62P อีก 1 โมเลกุลจะออกจากวัฏจักร เพื่อไปสร้างน้ำตาลกลูโคส และไอแซคคาไรด์ 6 0300 -99999 3 RuBP Carboxylation (ใช้เอนไซม์ Rubisco) 3 ADP 3 ATP Regeneration Triose (C, Sugar) Reduction GGO 6 NADP 6 PGAL/G3P PGA 6 ATP 6 ADP 6 NADPH ภาพที่ 12 วัฏจักรกาลวิน (Calvin cycle) ในการสังเคราะห์น้ำตาล triose 1 โมเลกุล ในกรณีสภาพแวดล้อมมีอุณหภูมิสูงขึ้น ส่งองค์ให้ CO. : 0, ลดลง ทำให้ Rubis 60 กับ 02 แล้วได้เป็น GPA (63) 1 โมเลกุล และ phosphoglycolate (P6 : 6) 1 โมเลกุล เรียกกระบวนการนี้ว่า การหายใจเร็วแสง โดยกระบวนการนี้จะเกิดขึ้นที่ออแกเนลล์ 3 ชนิด คือ ไมโทคอนเดรีย คลอโรพลาสต์ เพอรอกซิโซม RuBP Phosphoglycolate + PGA PGA ADP ATP Glycolate Glycerate คลอโรพลาสต์ Glycerate - NAD Glycolate NNADH Glycolate + H5O2 Hydroxy pyruvate Serine Glycine Serine Glycine เพอรอกซิโซม NAD NH NADH CO ไมโทคอนเดรีย ภาพที่ 8 การหายใจแสง (photorespiration)
ผลการค้นหาอื่น ๆ
คำถามที่เกี่ยวข้องกับโน้ตสรุปนี้
มัธยมปลาย
ชีววิทยา
อยากติดสอวน ชีวะแต่เวลาเหลือสามเดือนทำไงให้เก็บหมดดีคะ
มัธยมปลาย
ชีววิทยา
หาเพื่อน dek70 เมคเฟรนด์อ่านหนังสือคั้บบ
มัธยมปลาย
ชีววิทยา
สอบถามหน่อยค่ะตอนนี้เราอยู่ม.3ช่วงปิดเทอมเราอยากจะเก็บเนื้อหาม.4ควรเริ่มต้นยังไงคะและเราอยากลองสอบสอวนชีวะควรเริ่มต้นอ่านหนังสือยังไงดีคะ
มัธยมปลาย
ชีววิทยา
หาเพื่อนที่ชอบชีวะคะ พอดีอยากทำแฟลชการด์เนื้อหาชีวะ แล้วเราทำกับเพื่อน1คนอยากหาคนทำด้วยกันคะจะได้ประหยัดเวลาสามารถแบ่งเนื้อหาที่ทำและแชร์เนื้อหาที่ทำเป็นแฟลชการด์ด้วยกัน #เหตุผลที่จะทำแฟลชการด์เพราะว่าท่องแล้วมันมันส์มือมากพออ่านแล้วก็พลิกสามารถใช้เวลาท่องทำวันแทนโทรศัพท์ได้เลย😂
มัธยมปลาย
ชีววิทยา
Tgat คณะแพทย์ขั้นต่ำ 78 -76 ใช่มั้ยคะ มช. มข. จุฬา อยากได้แนวทางเตรียมตัวกับติวพร้อมอยากถามพี่ๆที่เคยผ่านรอบสัมภาษณ์ด้วยค่ะ ว่าคำถามยากรึป่าว
มัธยมปลาย
ชีววิทยา
ขอเฉลยหน่อยได้มั้ยคะ ทำไม่เป็น🥹
มัธยมปลาย
ชีววิทยา
ช่วด้วยค่ะะ
มัธยมปลาย
ชีววิทยา
ใครมีสรุปชีวะ ม4 เทอม1-2บางค้าบบบบบบ
มัธยมปลาย
ชีววิทยา
ข้อ 5 และ ข้อ6 ช่วยหน่อยค่ะ
มัธยมปลาย
ชีววิทยา
ช่วยตอบหน่อยได้ไหมคะที่พี่สรุปEvolution สมช. ย่อมาจากอะไรคะ
News
ความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น