SO201 สังคมวิทยาเบื้องต้น
15
303
0
เนื้อหา
1. มุมมองและพัฒนาการของสังคมวิทยา
2. ทฤษฎีทางสังคมวิทยา วิธีวิจัยทางสังคมวิทยา
3. วัฒนธรรม
4. การจัดระเบียบและโครงสร้างทางสังคม
5. การขัดเกลาและสถาบันทางสังคม
6. การเบี่ยงเบนและการควบคุมทางสังคม
ノートテキスト
ページ1:
สังคมวิทยา . บทที่ 1 มุมมองสังคมวิทยา ง • สนใจพฤติกรรมทางสังคมและความสัมพันธ์ทางสังคม ทฤษฎีแนวคิด ระเบียบวิธีวิจัย เน้นการมองปรากฏการณ์ทางสังคมในเชิงวิเคราะห์วิจารณ์ สนใจศึกษาปัจจัยทางสังคมวัฒนธรรม ที่ส่งผลต่อแบบแผนความคิดและการกระทำ ศาสตร์ที่ศึกษาพลังและอิทธิพลที่มีอยู่ในสังคมซึ่งทำให้ผู้คนมีแบบแผนความคิด การกระทำ ความสัมพันธ์ทางสังคมในแบบต่างๆ ง ศาสตร์ที่ศึกษาความคิดและกลไกทางสังคมที่ทำให้ผู้คนต้องรวมกลุ่มและแบ่งแยกกลุ่ม ศาสตร์ที่ศึกษาพลังและอิทธิพลต่างๆ ที่ผลักดันให้มีการเปลี่ยนแปลงทางสังคม สังคมศาสตร์ : เหตุ ผล ง ปัจจัยทางสังคม → แบบแผนความคิด การกระทำ วัฒนธรรม - ความคิด กลไกทางสังคม รวมกลุ่ม แบ่งกลุ่ม → พลัง ลิท พล การเปลี่ยนแปลงทางสังคม ศึกษามนุษย์ในฐานะสัตว์สังคม ครอบคลุมพฤติกรรม ส่วนบุคคล สังคมศาสตร์บริสุทธิ์ เน้นสร้างความรู้ สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ มานุษยวิทยา สังคมวิทยา, นิติศาสตร์ ประโยชน์ของการศึกษาสังคมวิทยา . สังคมศาสตร์ประยุกต์ พัฒนาชุมชน พัฒนาสังคม การพฒนาชนบท ด้านวิชาการ : เข้าใจความสัมพันธ์ซับซ้อนของสังคม เชื่อมโยงประสบการณ์กับพลังทางสังคม (Social force) พยายามเรียนรู้ อธิบายความสัมพันธ์ทางสังคมและวัฒนธรรมจากมุมมองของกลุ่มชนที่เข้าไปศึกษา • ด้านสังคม : ส่งเสริมการคิดอย่างอิสระ เคารพความคิดเห็นที่แตกต่าง ลดอคติ และสร้างความเป็นธรรม ด้านการพัฒนา : ใช้ความรู้ทางเลือกการพัฒนาที่เหมาะกับบริบทสังคม (Alternative Development) เช่น การจัดการร่วม (Co-management)
ページ2:
สามัญสำนึก (Common sense) คือ การอธิบายว่าสิ่งที่พบเจอเป็นเรื่องปกติ ธรรมดา เชื่อว่าจริง จึงเป็นการอธิบาย ความเชื่อที่มีอคติ (prejudice) เพราะประกอบไปด้วยประสบการณ์และคุณค่าส่วนตัว วิธีการอธิบายด้วยความเข้าใจ (understanding) จากประสบการณ์ (Experience) และคุณค่าส่วนตัว (Personal Value) สามัญสำนึก คือ การรู้หรือตัดสินใจพื้นฐานที่สังคมส่วนใหญ่เห็นว่ามีเหตุผล เกิดจากประสบการณ์ และวัฒนธรรม ไม่จำเป็นต้องถูกต้องเสมอไป และแตกต่างตามบริบทสังคม สังคมวิทยาต่างจากความเข้าใจที่เป็นสามัญสำนึก เป็นกระบวนการใคร่ครวญตรึกตรอง (Reflexive Process) - - ตั้งคำถามกับการอธิบายด้วยสามัญสำนึก เพียงอย่างเดียว เช่น มีข้อมูลสนับสนุน / ข้อขัดแย้ง การใช้สามัญสำนึกมักกล่าวหาผู้ที่ตกเป็นเหยื่อในสังคม - น เช่น ชาวเขาผู้หญิงที่ถูกข่มขืน มองความสัมพันธ์ของบุคคล – สังคม โดยไม่เหมารวม (Stereotypes) ภาพเหมารวม : การประเมินเพียงผิวเผิน โดยลดทอนคุณสมบัติของบุคคล หรือประสบการณ์ให้มีความซับซ้อนน้อยลง . ต้องมีจินตนาการทางสังคมวิทยา (Sociological Imagination, 1959) โดย C. Wright Mills บุคคล สงฺคม 2 สามารถวิเคราะห์ปรากฏการณ์ระดับจุลภาค มหภาคได้อย่างเชื่อมโยง เข้าใจประสบการณ์ของผู้คนอย่างสัมพันธ์กับตำแหน่งแห่งที่ประวัติศาสตร์ของคนเหล่านั้น - ประสบการณ์ของคน และประวัติศาสตร์ ปัญหาส่วนตัวของบุคคล และปัญหาสาธารณะ (ความขัดแย้งของสถาบันทางสังคมที่มีผลกระทบในวงกว้าง) พัฒนาการของสังคมวิทยา 1) การปฏิวัติทางความคิดในยุคแสงสว่างทางปัญญา (Enlightenment) (C17-19) 1 วิทยาศาสตร์เติบโตอย่างมากในยุโรปตะวันตก Naturalism เชื่อว่ารักสุธรรมชาติ คนเชื่อความสามารถของสังคมมนุษย์ 2) การปฏิวัติวิทยาศาสตร์ : การเริ่มเชื่อในความรู้และวิธีการทางวิทยาศาสตร์ 3) การปฏิวัติอุตสาหกรรม : การเปลี่ยนเทคนิคการผลิตจากการพึ่งมาคนหรือสัตว์ไปสู่เครื่องจักร ฟ 4) การปฏิวัติฝรั่งเศส (1793) : นักคิดพยายามปฏิรูปสังคม สะท้อนเห็นว่าบริบททางสังคมมีอิทธิพลต่อการเติบโตของ สังคมวิทยา ถือว่า ศาสตร์ทางสังคม (A Science of Society) เริ่มพัฒนา น
ページ3:
นักสังคมวิทยาคนสำคัญ 0 Auguste Comte (1799-1997) : ความรู้ วิทยาศาสตร์ วิธีการค้าสัตว์/คน 0 Auguste Comte . (Social Science) - บิดาแห่งสังคมวิทยา โตมากับครอบครัวหมอ วางรากฐานความคิดให้กับวิทยาศาสตร์สังคม Social Physics - Sociology Socius (Companion) + ology (the study of) • Social Laws มีอยู่จริงและสามารถค้นพบได้ด้วยวิธีการเช่นเดียวกับวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ (กฎการเกิดฝน) Social Science ของ Comte ถูกนำเสนอผ่านแนวคิดปรัชญาปฏิฐานนิยม ( Positivism) วิธีการศึกษา : การค้นหาความรู้ต้องทำผ่าน Scientific Method .. · • สังเกต (Observation) โดยมีทฤษฎีกำกับเสมอ • ทดลอง (Experimentation) วิเคราะห์เปรียบเทียบ (Comparison) การศึกษาปรากฏการณ์เดียวกัน แต่ต่างกันที่สังคม • วิธีการศึกษาเชิงประวัติศาสตร์ (Historical Method) ศึกษาประเด็นเดียวกัน สังคมเดียวกัน แต่ต่างกันทีช่วงเวลา แนวคิดสำคัญ 1) รูปแบบสังคม @ สังคมสถิต (Social Statics) โครงสร้างสังคม / ความสัมพันธ์ของสถาบัน การจัดระเบียบ การดำรงอยู่ของสังคม การวิเคราะห์ภาพนิ่ง /ภาพแคปหน้าจอ : ศึกษาว่าในภาพนั้นมีใคร และสถาบันสังคมใดบ้าง สังคมพลวัต (Social Dynamics) : โครงสร้างสังคมที่เปลี่ยนแปลง ภาพเคลื่อนไหว วิเคราย ภาพที่มีการเปลี่ยนแปลงทางสังคม 2) พัฒนาการของความรู้ เทพ เทวนิยม (Theological) เชื่อในสิ่งเหนือธรรมชาติ ผู้ทรงอิทš ล : หมอผี มด อภิปรัชญา ( Mataphysical) ความรู้ในเชิงการะกะ (logic) ยังไม่ได้ ตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ ผู้ทรงอิทธิพล : นักปราชญ์ วิทยาศาสตาร์ เจริญสุด (Scientific of Positivism) ความรู้วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ /วิทย์สังคม ผู้ทรงอิทธิพล : นักวิทยาศาสตร์ ระบบคิดของคนถูกหล่อหลอม โดยความคิดของคนในสังคม การเปลี่ยนแปลงความรู้ มีอิทธิพล ทำให้เปลี่ยนยุคสมัย
ページ4:
(2) Emile Duckheim (1959-1917) : จำนวนประชากร แนวคิดสำคัญ 1) Social Facts (ความจริงทางสังคม) สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเป็นปรากฏการณ์ที่สามารถเห็นสัมผัสและพิสูจน์ได้ ระบบกฎเกณฑ์ความคิดความเชื่อประเพณีที่เป็นพลังทางสังคมเป็นตัวกำหนด แบบแผนพฤติกรรมของผู้คน ศึกษาในรูปแบบอำนาจ 2) การรวมกลุ่มในสังคม 2. → - 1.ใช้บังคับคนในสังคม → กฎหมาย แทรกซึมอยู่ในกลุ่ม - วิถีประชา : สิ่งที่ปฏิบัติกันประจำจนเคยชั้น + จารีต : ข้อห้ามในเชิงศีลธรรม • Mechanical Solidarity : ชุมชนดั้งเดิมขนาดเล็ก สังคมที่มีประชากรจำนวนน้อย มีดโยงด้วยศาสนา วัฒนธรรม - Organic Solidarity : ชุมชนสมัยใหม่ ยึดโยงด้วยการพึ่งพาการแบ่งงาน 3) การศึกษาการฆ่าตัวตาย : แสดงให้เห็นว่า สังคมมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมส่วนบุคคล Altruistic Suicide (too much integration) คนยึดฝุ่นบรรทัดฐานทางสังคมมากเกินไป นั้นการฆ่า ตาย เป็นหน้าท้ มักพบในครอบครัวที่เคร่งครัด Anomic suicide (not enough regulation). มักเกิดในช่วงการเปลี่ยนแปลง ทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง L วิกฤตเศรษฐกิจ พ.ศ. 2540 นักธุรกิจล้มละลาย Integration Regulation Egoistic suicide (not enough integration) fatalistic Suicide (too much repulation) การถูกควบคุมมากเกินไป ง
ページ5:
3 Karl Marx (1819-1968) : วัตถุเป็นปัจจัยในการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เงื่อนไขทางเศรษฐกิจ . ชนชั้น ความไม่เท่าเทียมทางสังคม •เกิดค.ศ. 1718 ในประเทศเยอรมัน มีชีวิตอยู่ในช่วงการปฏิวัติอุตสาหกรรม ° แนวคิดสำคัญ โต้แย้ง วัตถุ • วัตถุนิยมวิสาษณ์วิธี (Dialectic Materialism) - การเปลี่ยนแปลงวัตถุก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคม (วัตถุเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร) - วิธีการศึกษาใช้การเชิงประวัติศาสตร์ (Historical Materialism) ค้นพบว่าอดีตไม่มีชนชั่น มีการเปลี่ยนแปลงเชิงประวัติศาสตร์ - โครงสร้างส่วนบน (Super Structure) : สถาบันสังคม ครอบครัว การศึกษา การเมือง โครงสร้างส่วนล่าง (Infra Structure) : สถาบันเศรษฐกิจ โครงสร้างสวนสางไปทํากับโครงสร้างสวนบน = ระบบเศรษฐกิจมีผลต่อระบบสถาบันสังคม น วิถีการผลิต กำลังในการผลิต (Mode of Production) (Force of Production) ความสัมพันธ์ในการผลิต (Production of relation) เฮรอน หาที่อยู่อาศัย เก็บของป่าล่าสัตว์ 1. แบบชนเผ่า / กุมภาพ (Primitive) - ไม่มีชนชั้น เพราะไม่มีกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล 2. แบบโบราณ (Ancient) 3. แบบศักดินา (Feudalism) 4. แบบทุนนิยม (Capitalism) ทีดิน เครื่องจักร ทน คนที่มีอำนาจ (ทหาร) - ทาส - เจ้าของที่ดิน - ชาวนา นายทุน - แรงงาน มีชนชั้น เพราะกรรม ท ส่วนบุคคล
ページ6:
4 Max Weber (1864-1920). Ad วิธการศึกษา . . สนใจระดับปฏิสัมพันธ์ของผู้คนในระดับชีวิตประจำวัน (สนใจกับบุคคล) สนใจการกระทำทางสังคมของมนุษย์ (Social Action) โดยตีความการกระทำนั้นว่า มีความหมายเชิงอัตวิสัยอย่างไร เพื่อให้ได้คำอธิบายอย่างเป็นเหตุเป็นผล ที่จะใช้อธิบายความเป็นมาของพฤติกรรมเหล่านั้น • อัตวิสัย (Subjective) อยู่ในตัวบุคคลเกิดจากการฝึกฝนอบรม 4) Verstehen (Understanding) การกระทำที่มีความหมายยึดติดอยู่ • สังคมวิทยาเชิงการตีความ หรือทำความเข้าใจ . . ค้นหาความหมายที่เชื่อมโยงกับการกระทำของผู้คน (ความคิด ความรู้สึก อารมณ์ การกระทำ) ผู้ศึกษาต้องเข้าไปมีประสบการณ์ร่วมกับผู้ถูกศึกษา เพื่อที่จะเข้าใจความหมายภายใต้บริบทสังคมวัฒนธรรม ผู้ศึกษาต้องพยายามลดอคติให้มากที่สุด 11 • Weber เสนอว่า สังคมวิทยา คือ ศาสตร์ที่พยายามทำความเข้าใจตีความต่อการกระทำทางสังคม เพื่อให้ได้คำอธิบาย อย่างเป็นเหตุเป็นผลของความเป็นมา และผลที่เกิดขึ้นของการกระทำทางสังคม 2) การใช้แบบในอุดมคติ (Ideal Types) เครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์ปรากฏการณ์ต่างๆ เช่น การใช้แบบในอุดมคติ (Ideal Types) การบริหารในองค์กร (bureaucracy) แบบอุดมคติที่กล่าวถึงการบริหารองค์การ ที่มีลักษณะได้แก่ * การทำงานมีกฎเกณฑ์แน่นอน มีแบบแผน • มีสายการบังคับบัญชา - การเดือนตำแหน่งเป็นไปด้วยความสามารถ • มีการแบ่งงานกันและยุคคค ความชำนาญพิเศษ - มีการให้รางวัลและลงโทษ 9. •ความสมพันธ์เป็นแบบทางการ (ความสัมพันธ์ที่ยึดตำแหน่งหน้าที่)
ページ7:
บทที่ 2 ทฤษฎีสังคมวิทยา 999 (Theory): คำอธิบายตามหลักเหตุผล โดยแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างส่วนต่างๆ ของปรากฏการณ์ อย่างเป็นระบบแบบแผน แนวคิดทฤษฎี จึงเป็นเครื่องมือที่แสดงมุมมองในด้านต่าง ๆ ทฤษฎีโครงสร้างหน้าที่ (Structural Functionalism) Auguste Comte / Emile Duckheim • มองสังคมเหมือนร่างกาย - ส่วนต่าง ๆ (สถาบัน) ทำงานร่วมกันเพื่อความสมดุล . . เน้นดุลยภาพ และ ความร่วมมือ 1. • เมื่อเกิดความขัดแย้ง ระบบจะทวิธีปรับตัว (moving equilibrium) แนวคิดสำคัญ > Function = หน้าที่ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม > Disfunction = หน้าที่ที่ทำให้ระบบเสียสมดุล ? คำถาม : การเปลี่ยนแปลงที่นำประโยชน์มาสู่สังคมหรือไม่ ? ค่านิยมที่ดีต่อสังคมหรือไม่ ? ทฤษฎีความขัดแย้ง (Conflict Theory) Karl Marx ได้อิทธิพลจาก Karl Marx วิจารณ์ Functionalism ว่ามองความสูงมากเกินไปและมองข้ามความขัดแย้ง เชื่อว่าความขัดแย้งเป็นเรื่องปกติของสังคม เกิดจากความไม่เท่าเทียม เช่น ชนชั่น เพศ โครงสร้างสังคมกำหนดการกระทำของคน เช่น โครงสร้างเศรษฐกิจทำให้คนจน หัวใจการต่อสู้แย่งชิงผลประโยชน์ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง คำถาม : คนมีอำนาจได้อำนาจนั้นมา และรักษาอำนาจนั้นไว้ได้อย่างไร? ใครได้รับประโยชน์ ใครเสียประโยชน์ (3) ทฤษฎีปฏิสัมพันธ์สัญลักษณ์ (Symbolic Interaction) Max Weber สนใจความหมายที่บุคคลสร้างขึ้นจากการปฏิสัมพันธ์ในชีวิตประจำวัน (ระดับจุลภาค) มองสังคมเป็นผลรวมของการตีความและความหมายที่คนกำหนด Ex. ทนวิจัยอยู่ก่อนแต่ง ศึกษาความหมายที่นักศึกษาให้กับการอยู่ร่วมกันก่อนการแต่งงาน เป็นการตีความประสบการณ์ของผู้คน ผ่านมุมมองของผู้ถูกศึกษา | แนวทฤษฎี โครงสร้าง-หน้าที่ มหภาค 1. ส่วนต่างๆของสังคมมี ความสัมพันธ์กัน แนวทฤษฎีความ มหภาค ขัดแย้ง แนวทฤษฎีปฏิสัง | จุลภาค สรรค์สัญลักษณ์ 2. ระบบสังคมจะต้องมีเสถียรภาพ 1. สังคมเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา 2. ชีวิตทางสังคมเต็มไปด้วยความ ขัดแย้ง 3. การดำรงอยู่ของสังคม คือการ ดำรงอยู่ของคนกลุ่มต่างๆ ผลประโยชน์ ที่ต่อรอง 1. Function 2. Disfunction 1. ความไม่เท่าเทียมทางสังคม ก่อให้เกิดความขัดแย้งได้อย่างไร 2. ใครได้รับประโยชน์มากที่สุดใน สังคม 1. การกระทำต่างๆ มีความหมายผูก ผู้คนทำความเข้าใจโลกอย่างไร ติดมาด้วย 2. ปรากฏการณ์สังคมเดียวกันอาจมี หลายความหมาย
ページ8:
วิธีการศึกษาทางสังคมวิทยา 1) การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) • ใช้วิธีนิรภัย (Deductive) เริ่มจากทฤษฎี” ตั้งสมมติฐาน - เก็บข้อมูล - ทดสอบว่าทฤษฎีใช้ได้หรือไม่ เน้นการวิเคราะห์เชิงสถิติ มีแบบแผนชัดเจน มุ่งฉากฎทั่วไปที่เป็นสากล 2) การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) . - ใช้วิธีอุปนัย (Inductive) เริ่มจากการสังเกต - สรุปเป็นข้อค้นพบ - สร้างทฤษฎี ไม่มีแบบแผนตายตัว มุ่งเข้าใจปรากฎการณ์เชิงลึก เน้นคําอธิบายทีมกับบริบท การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) ทดสอบทฤษฎีว่ายังใช้ได้จริงหรือไม่ (เริ่มต้นวิจัยโดยทฤษฏี) การวิเคราะห์ข้อมูลแบบนิรนัย (deductive approach) คือ การทดสอบคำตอบที่คาดคิดไว้ก่อน (สมมุติฐาน/hypothesis) การวิจัยที่เน้นวิธีการวิเคราะห์และทดลอง (analytical & experimental approach) ซึ่งจำเป็นต้อง อาศัยวิธีการทางสถิติ มีแบบแผนที่แน่นอน มุ่งหากฎทางสังคม ที่เป็นสากล สร้างทฤษฎี การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) (สิ้นสุด การสร้าง/โต้แย้งทฤษฏี) การวิเคราะห์ข้อมูลแบบอนุมาน (inductive approach) การวิจัยที่เน้นวิธีการพรรณนา (descriptive approach) ไม่มีแบบแผนในการทำวิจัยที่ตายตัว มุ่งทำความเข้าใจในปรากฏการณ์อย่างลึกซึ้ง
ページ9:
บทที่3 วัฒนธรรม วัฒนธรรม (Culture) : เพาะปลูก (Agriculture) | บำรุงให้เจริญงอกงาม (Physical Culture) สิ่งที่ทำให้ความเจริญงอกงามแก่หมู่คณะ ข้าวของเครื่องใช้และประเพณีอันดีงาม รวมถึงแบบแผนพฤติกรรม ที่มีความหมายซ่อนอย ใ ลักษณะพื้นฐานของวัฒนธรรม ระบบคุณค่าร่วม) (Shared belief and value) ของสังคมที่ถูกเรียนรู้ส่งผ่าน และถ่ายทอดระหว่างสมาชิกในสังคม - ระบบความหมาย ให้ค่า ed. วัฒนธรรม = แบบแผนพฤติกรรมทางสังคม พฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น การไหว้ การกิน -ระบบสัญลักษณ์ เช่น ศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรมจึงเป็นคลังของประสบการณ์ร่วมของสมาชิกในสังคม เป็นแผนที่นำทางแก่สมาชิกในสังคม วัฒนธรรม = ความหมายร่วม (ความคิดร่วม) / Shared Ideas) กำหนดมาตรฐานพกติกรรมเรียนรู้จากการเป็นสมาชิกในสังคม (ทุกรุ่นสู่รุ่น) มีสัญลักษณ์เป็นพื้นฐาน เช่น ภาษา เงินตรา เป็นเครื่องมือในการสื่อความหมาย เป็นกระบวนการนิยามความหมาย (Define) ของลิ่วรอบตัว วัฒนธรรมไม่หยุดนิ่ง มีการปรับตัวเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา . 9 ประเภทของวัฒนธรรม 1) วัฒนธรรมทางวิชา (Material Culture) : สิ่งของ เครื่องมือเครื่องใช้ที่จับต้องได้ 2) วัฒนธรรมที่ไม่ใช่วัตถุ (Non-Material Culture) : ความรู้ ความเชื่อ ศีลธรรม ภาษา ระบบการเมือง Ex. แหวนแต่งงาน - แหวน (วัตถุ) + คุณค่าทางวัฒนธรรม | ความหมาย 9 = ความสำคัญของวัฒนธรรม d P สังคมของสัตว์ = พันธุกรรม สังคมของมนุษย์ – พันธุกรรม + วัฒนธรรม - ถ่ายทอดความรู้และการปรับตัว ง = องค์ประกอบของวัฒนธรรม 4 ง ข 1) บรรทัดฐาน (Norms) : แบบแผนพฤติกรรมเฉพาะเจาะจง หากไม่ทำถูกนินทา / ต่อต้าน 2) ค่านิยม (Values) : ความคิดกว้าง ๆ ว่าสิ่งใดดี / ไม่ดี เช่น เสรีภาย g 3) สัญลักษณ์ (Symbols) : สิ่งที่แทนความหมาย เช่น กุหลาบ, ควันไฟ 4) ภาษา (Langauge) : สัญลักษณ์สำคัญที่สุด สะท้อนค่านิยม ความเชื่อ
ページ10:
★ Cultural Relativism วัฒนธรรมแต่ละสังคมถูกต้องเหมาะสมในตัวเอง ไม่มีใครดีกว่า / แย่กว่า ต้องเข้าใจจากมุมมองของเจ้าของวัฒนธรรมนั้น * วัฒนธรรมย่อย (Subculture) รูปแบบชีวิตของกลุ่มเล็กๆ ที่แตกต่างจากกระแสหลัก (อม ชาติพันธุ์ ภูมิภาค) * การยึดวัฒนธรรมตนเองเป็นศูนย์กลาง (Ethnocentrism) เห็นวัฒนธรรมงานสูงกว่าของคนอื่น การผสมผสานวัฒนธรรม (Acculturation) การติดต่อระหว่างวัฒนธรรม อาจผสมผสานหรือเปลี่ยนแปลงได้ * Culture Shock เผชิญสิ่งใหม่ที่แตกต่างจากเดิม → ยากต่อการปรับตัว ป * Culture Lag (ความล้ำสมัย) การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมไม่เท่ากัน เช่น วัตถุเปลี่ยนเร็วกว่าไม่ใช่วัตถุทำให้เกิดปัญหา A Cultural Universals (วัฒนธรรมสากล) สิ่งที่ทุกสังคมมี เช่น ครอบครัว ศาสนา การไว้ทุกข์ ศาสนา การไว้ ทุกข์ ระบบ ครอบครัว อาหาร ภาษา ข้อห้าม บางอย่าง
ページ11:
ผู้กระทําการ บทที่ 4 การจัดระเบียบทางสังคม (Social Organization) * ผู้กระทำทางสังคม (Social Actor) : ผู้มีส่วนร่วมในการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม - บุคคล / องค์กร องค์การ * การกระทำทางสังคม (Social Action) : ผู้ใดก็ตามที่ผู้กระทำทางสังคมฝ่ายหนึ่งกระทำต่อผู้กระทำทางสังคมอีกฝ่ายหนึ่ง โดยใส่ความหมายบางอย่างลงไปในการกระทำนั้น ปฏิสัมพันธ์ทางสังคม (Social Interaction) 0 อิท มล ผลกระทบ ความหมย การกระทำของผู้กระทำฝ่ายหนึ่ง มีผลกระทบต่อการกระทำหรือความคิดของผู้กระทำอีกฝ่ายหนึ่ง การกระทำจะไม่เป็นปฏิสัมพันธ์ หากไม่มีผู้รับหรือผู้รับละเลยการกระทำนั้น ๆ ปกติฝ่ายผู้รับจะตอบสนองต่อฝ่ายริเริ่มในทางใดทางหนึ่ง เป็นอุบัติการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งเดียว * ความสัมพันธ์ทางสังคม (Social Relationship) . ขึ้นอยู่กับว่าผู้รับที่ความหมาย การกระทำที่ส่งมาอย่างไร • การปฏิสัมพันธ์เป็นประจำตลอดช่วงระยะเวลาหนึ่ง ทำให้ปฏิสัมพันธ์นั้นมั่นคงยืนยาว • มีการพึ่งพิงซึ่งกันและกัน รู้สึกเป็นพวกเดียวกัน คาดหมายการกระทำ ซึ่งกันและกันได้ โครงสร้างสังคม (Social Structure) แบบแผนความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบของสังคม เช่น สถาบัน ประทัดฐาน ค่านิยม และบทบาทต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ยึดเหนี่ยวให้สังคมดำรงอยู่ได้ และใช้วิเคราะพฤติกรรม / ความสัมพันธ์ของคนในสังคม กลุ่ม กลุ่ม กตุม กลุ่ม น ยึดถือบรรทัดฐาน และค่านิยมร่วมกัน เปรียบเทียบโครงสร้างสังคม - โครงสร้างบ้าน การจัดระเบียบทางสังคม (Social Organization) = กระบวนการที่ทำให้สังคมเป็นระเบียบ โดยหน่วยงานทางสังคมต่างๆ ทำหน้าที่ประสานกันอย่างมีประสิทธิภาพ สถาบันทางสังคมที่ยึดเหนี่ยวยึดโยงให้สังคมดำรงอยู่ได้ - สิ่งที่ยึดเหนี่ยวยึดโยงให้วิ่ง ๆ นั้นดำรงอยู่ได้ สงฺคม = รางกาย = สถาบันทางสังคม = อวัยวะ สถาบันการศึกษา สมอง -ต่อมน้ำลาย ปาก ทอทอย สถาบันครอบครัว ดับ ถุงน้ำดี บอ่อน — หลอดอาหาร ♥ สถาบันศาสนา กระเพาะอาหา ลำไส้เล็ก ลำาไส้ใหญ่ a -ทวารหนัก
ページ12:
องค์ประกอบของการจัดระเบียบทางสังคม 1) สถานภาพ (Status) : ฐานะ หรือตำแหน่งที่บุคคลมีในสังคม เช่น เพศ อายุ Ascribed, Status ได้มาโดยกำเนิด เช่น เพศ เชื้อชาติ Achieved Status ได้มาภายหลังด้วยความสามารถ เช่น อาชีพ การศึกษา อาชีพ 2) บทบาท (Pole) : การกระทำที่คาดหวังว่าจะต้องทำตามสถานภาพนั้น เช่น ครูต้องสอน แพทย์ต้องรักษา อาจเกิดบทบาทขัดแย้ง (Role Conflict) หริอ ความตึงเครียดทางบทบาท (Role Strain) 3) บรรทัดฐานทางสังคม (Social Norms) : กฎเกณฑ์พฤติกรรมที่สังคมยอมรับ * วิถีประชา (Folkways) : แบบแผนที่ปฏิบัติตามความเคยชิน * จารีต ศีลธรรม (Mores) : สิ่งที่สังคมถือว่าผิดถูก ดีชั่ว : * กฎหมาย (Laws) : ข้อบังคับของรัฐที่มีโทษหากละเมิด : * สิทธานุสติ (Sanctions) : รางวัล / การลงโทษ เพื่อควบคุมให้คนทำตามบรรทัดฐาน บรรทัดฐาน - การควบคุมทางสังคม - สังคมมีระเบียบ สิทธานุมัติ (Sanctions) การที่บุคคลได้รับการตอบแทนจากสังคมอันเป็นผลจากการกระทำ 1. การให้รางวัล (rewards) 2. การลงโทษ (Punishments) เกื้อหนุนให้บรรทัดฐานเข้มแข็ง (ใช้บังคับและควบคุมได้) การจัดระเบียบทางสังคม เกิดจากการที่ Social Actors (บุคคล /กลุ่ม) มีปฏิสัมพันธ์กันอย่างต่อเนื่อง จนเกิดความสัมพันธ์ที่มีแบบแผน และมีความหมายเชิงวัฒนธรรมร่วมกัน Social Organization Process Social Relationship (Social Order) Shared Cultural Meaning Organization (Entities) การจัดระเบียบ 2 ความหมาย : Social Organization Process 1) กระบวนการ (Ongoing Process) : ความสัมพันธ์ที่เกิดและดำเนินไปอย่างมีแบบแผน 2) องค์กรทางสังคม (Organization Entities) : ผลผลิต เช่น ครอบครัว โรงเรียน ชุมชน Social Organization Ongoing Process Organization (Organization Entities)
ページ13:
ธรรมชาติของการจัดระเบียบทางสังคม q 1) ยากต่อการสังเกตโดยตรง เพราะความสัมพันธ์ซ่อนอยู่เบื้องหลังการกระทำ 2) เป็นกระบวนการพลวัต (Dynamic) ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทั้งคนและระเบียบทางสังคมต่างก็สร้างและกำหนดซึ่งกันและกัน ระดับของการจัดระเบียบทางสังคม 1) ระดับอินทรีย์ (Organic Ordering) : การจัดระเบียบของสิ่งมีชีวิต เช่น ห่วงโซ่อาหาร ร่างกายมนุษย์ 2) ระดับบุคคล (Personal Ordering) : การจัดระเบียบทางจิตใจ บุคลิกภาพ ความรู้สึก 3) ระดับสังคม (Social Ordering) : การปฏิสัมพันธ์จนเกิดโครงสร้างสังคมและจัดเกลาทางสังคม 4). ระดับวัฒนธรรม/ สัญลักษณ์ (Cultural Symbolic Ordering) : ความคิดและสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม ระดับของการจัดระเบียบทางสังคม (ต่อ) ก่อให้เกิด ระดับวัฒนธรรม/สัญลักษณ์ ความคิด วัฒนธรรม (cultural or symbolic ordering) (Ideas) (Culture) ระดับสังคม ความสัมพันธ์ โครงสร้าง (social ordering) (Relationship) (Structure) ระดับบุคคล (personal ordering) ระดับอินทรีย์ จิต บุคลิกภาพ (Minds) (Personalities) ชวต อินทรีย์ (organic ordering) (Life) (Organism) www.themegallery.com กลุ่มทางสังคม (Social Group) 1 กลุ่ม (Group) : การรวมคนตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป แต่ยังไม่ถือเป็นความสัมพันธ์ทางสังคม กลุ่มทางสังคม (Social Group) : กลุ่มที่สมาชิกมีการติดต่อสัมพันธ์อย่างมีแบบแผน ความรู้สึกเป็นอัน อันเดียวกัน ความสนใจ ค่านิยมร่วมกัน ทำให้กลุ่มนั้นแตกต่างจากกลุ่มอื่น มีผลกระทบซึ่งกันและกัน
ページ14:
บทที่ 5 การขัดเกลาทางสังคมและสถาบันทางสังคม การขัดเกลาทางสังคม (Socialization) กระบวนการหล่อนออกระเบียบทางสังคมและความหมายร่วมทางวัฒนธรม เพื่อให้บุคคลอยู่ร่วมในสังคมได้อย่างปกติ เป็นกระบวนการตลอดชีวิต (Lifelong learning) 16% สองทาง (บุคคล-สังคมมีอิทธิพลรายกัน) รูปแบบของการขัดเกลา 1) การขัดเกลาโดยตรง - การสอน การอบรมโดยตรง 2 การขัดเกลาโดยอ้อม → การสังเกต เคียนแบบ ความสำคัญของการขัดเกลา 2 1) เปลี่ยนคืนในเชิงกายภาพ → คนในเชิงสังคม 2) ปลูกฝังระเบียบ (Social order) เพื่อให้อยู่ร่วมกันได้ 3) ปลูกฝังความมุ่งหวัง (Aspiration) ตามสิ่งที่สังคมเห็นว่าดีม 4) ปลาฝังบทบาทและทัศนคติ เหมาะสม 2 5) สอนทักษะ (Skills) เพื่อให้ทำงานและพึ่งพากันได้ หากขาดการขัดเกลา ไม่สามารถอยู่ร่วมในสังคมได้ เช่น กรณีเด็กป่า (Feral child) เด็กที่โตมาแบบไม่มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น จึงไม่สามารถแสดงพฤติกรรมแบบมนุษย์ทั่วไปได้ องค์ประกอบของสถาบันทางสังคม (1) สถานภาพและบทบาท 2 บรรทัดฐานทางสังคม 3) การหน้าที่ (Function) - การหน้าที่โดยตรง (Manifest Function) การหน้าที่แฝง (Latent Functions) 4) องค์การทางสังคม / องค์กรทางสังคม สถาบันหลักในสังคม สถาบันทางสังคม = กระดุก / เนื้อเยื่อของสังคม 1) สถาบันครอบครัว และการสมรส ( Marriage and Family Intitutions) Kamala and Amala in from the wild after living with wolves, sleeping together in Midnapore, India, 1920. (JAL Singh/Gesell จุดเริ่มต้นของการขัดเกลา กำหนดบทบาท เป็นแบบแผนความคิดและการกระทำทางสังคม เกี่ยวกับครอบครัว และเครือญาติ ครอบคลุมทั้งญาติทางสายโลหิต (Biological Kin) และ ญาติเสมือน (fictive Kin) สมาชิกต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ / บรรทัดฐานของสังคม
ページ15:
ลักษณะของครอบครัว (Burgess & Locke) มีลักษณะ 4 ประการ 1) รวมกลุ่มกันด้วยการสมรส สายโลหิต หรือการรับบุตรบุญธรรม (รวมญาติเสมือน) 2) สมาชิกอาจอยู่ร่วมบ้านเดียวกัน หรือแยกกันอยู่ก็ได้ 3) มีสถานภาพและบทบาทของสมาชิกกำหนดไว้อย่างชัดเจน 4) ทำหน้ำที่ถ่ายทอดและรักษาวัฒนธรรมของสังคม จุดกำเนิดของครอบครัว 1) Family of Orientation ครอบครัวที่ให้กำเนิดมนุษย์ 2) family of Procreation ครอบครั้งที่เกิดจากการสมรส ประเภทของครอบครัว ครอบครัวเดี่ยว (Nuclear Family) • ครอบครัวขยาย (Extended Family) หน้าทีของครอบครัว 1 ตอบสนองความต้องการทางเพศ 2) ผลิตสมาชิกใหม่ / สืบเผ่าพันธ์ 3) กำาหนดสถานภาพ และยาย ของ คล 4) ขัดเกลาทางสังคม (Socialization) อบรมให้เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ 5. ควบคุมความสัมพันธ์ทางเพศและความสัมพันธ์ในครอบครัว 6) หน้าที่ทางเศรษฐกิจ เป็นทั้งหน่วยผลิต และหน่วยบริโภค ข้อสังเกตุ : Functional Alternative หน้าที่บางอย่างของครอบครัว เช่น การผลิต การอบรม อาจถูกแทนที่โดยสถาบันอื่นได้ การสมรส ความสัมพันธ์ทางเพศที่สังคมยอมรับอย่างเป็นทางการ รูปแบบการสมรสแตกต่าง ตามวัฒนธรรม และบริบทสังคม การเลือกคู่ อาจเกิดจาก ความสมัครใจ / ไม่สมัครใจ : ความรัก / ไม่ใช่ความรัก วิธีการเลือกคู่ครอง 1) การดูด (Wife Capture) 2 2) การซื้อขายแลกเปลี่ยนด้วยสิ่งของ (Wife Purchase) 3) พ่อแม่จัดหาให้ (Arranged, Marriage) 4) การเลือกคู่โดยเสรี
ページ16:
การ าแนกการสมรส ผัวเดียวเยี่ยเคียว (Monogamy) (2) มีหลายคู่ (Polygomy) - ตัวเดียวหลายเมีย (Polyyyyy) เมียเดี่ยวหลายผัว (fblyandry) 3) Promiscuity - เปลี่ยนคู่หลายคนโดยสังคมยอมรับ (4) Group Marriage - แต่งงานเป็นกลุ่ม - สมรสในกลุ่ม (Endogamy) สมรสนอกกลุ่ม (Exogamy) 2) สถาบันการศึกษา (Educational Institutions) ถ่ายทอดความรู้ ค่านิยม และการเตรียมอาชีพ 3) สถาบันศาสนา (Religious Institutions) เสริมสร้างเอกภาพ ควบคุมพฤติกรรม และเป็นที่พึ่งทางจิตใจ ครอบคลุมเรื่อง คำสอนทางศีลธรรม พิธีกรรมทางศาสนา องค์กรทางศาสนา (ศาสนจักร) น | Dukheim | ศาสนา - ระบบความเชื่อ และพิธีกรรมเกี่ยวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ = แยกศาสนาออกจากศาสนจักรไม่ได้ (ต้องมีองค์กรรองรับ) Max Weber ระยะแรกของศาสนา → องค์กรยังไม่เป็นระบบ เมื่อเวลาผ่านไป - เกิดกระบวนการ Institutionalization (กลายเป็นสถาบัน) Formalization (มีระเบียบ กฎเกณฑ์ ทางการมากขึ้น) การเกิดขึ้นของศาสนา การรวมกลุ่มทางสังคม (Social Grouping) เช่น การบูชาสัตว์ พืชศักดิ์สิทธิ์ (Totemism) ผู้นำที่มีอำนาจทางจิตใจ (Charismatic Leadership) ความกลัว (Fear) อธรรมชาติ ความตาย สิ่งไม่แน่นอน • ความเชื่อเรื่องวิญญาณ (Animism) หน้าที่ของศาสนา 1) สนองความต้องการที่จะแสดงออก (Expressive Desire) แต่ไม่สามารถกระทำได้ 2. สนองความต้องการสั่งที่เป็นสาระ / ประโยชน์ (Substantive Desire) 3) สนองความต้องการอยากรู้อยากเห็น (Cognitive Desire) 4) กำหนดสถานะภาพของสมาชิก 5) เป็นสื่อในการควบคุมทางสังคม และทำให้คนปฏิบัติตามบรรทัดฐานสังคม 6) เป็นสถาบันสวัสดิการทางสังคม
ページ17:
เนื้อหาความเชื่อทางศาสนา มีความหลากหลาย เช่น ชีวิตหลังความตาย กฎศีลธรรม ความหลุดพื้น มีอิทธิพลต่อพฤติกรรม ของผู้คนผ่านนิทานปรัมปรา (Myth) แนวคิดเรื่องการหลุดพ้น (Concept of Salvation) * นิทานปรัมปรา (Myth), / เรื่องเล่าศักดิ์สิทธิ์ เกี่ยวกับกำเนิดมนุษย์ กำเนิดสังคม ประวัติเทพเจ้า / วีรบุรุษ / นักบวช d ทำหน้าทีลดความขัดแย้ง สร้างความหมายและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของสังคม * แนวคิดเรื่องการลดนั้น (Concept of Salvation) สะท้อนเป้าหมายสูงสุดของชีวิต ทำให้มนุษย์ตระหนักถึงความไม่สมบูรณ์ ความเปราะบาง ความไม่แน่นอนของชีวิต 1 Max Weber ศึกษาแนวคิดการหลุดพ้น (การได้รับเลือกให้ไปอยู่กับพระเจ้า) ของโปรเตสแตนต์นิกายคาลวิน (Calvinism) แนวคิดผู้ที่พระเจ้าเลือก 1) ขยันทำงาน 2. อดออม 3) นำเงินที่มีไปลงทุนต่อ ส่งผลต่อการเกิดทุนนิยมสมัยใหม่ 4.) สถาบันเศรษฐกิจ (Economic Institutions) : ผลิตและจัดสรรทรัพยากรใช้สังคม แนวคิดอธิบายการขัดเกลา (4) สำนักโครงสร้าง –การหน้าที่นิยม (Structural Functionalism) สังคมเสมือนร่างกายที่แต่ละส่วนทำงานเชื่อมโยงกัน ระบบกลไกคล้ายองค์อินทรีย์ (Organism) การขัดเกลา = กลไกถ่ายทอดค่านิยม บรรทัดฐานจากรุ่นคู่รุ่น 2) สำนักมาร์กซิสม์ (Marxism) e 1 19 การขัดเกลา = เครื่องมือชนชั้นสูง ใช้สถาบันการศึกษา สื่อ) หล่อหลอมอุดมการณ์เพื่อรักษาอำนาจ (3) สำนักปฎิสัมพันธ์เชิงสัญลักษณ์ (Symbolic Interactionism) สนใจระดับปัจเจกและชีวิตประจำวัน ตัวตนและความจริงทางสังคมถูกสร้างขึ้น ผ่านการสื่อสารและปฎิสัมพันธ์ George Herbert Mead (จอร์จ เฮอร์เบิร์ต ด) : ตัวงาน (Self) พัฒนาโดยการสวมบทบาท และมองตนเองผ่านสายตาของผู้อื่น ปัจเจก ปัจเจก กลุ่ม สังคม
ページ18:
บทที่ 6 การเบี่ยงเบนทางสังคมและการควบคุมทางสังคม กลุ่มการเบี่ยงเบน 9 กลุ่มพฤติกรรมที่อยู่ในทิศทางที่ไม่เป็นที่ยอมรับและอยู่ในระดับที่เกินเลยยึดจำกัดความอดทนได้ของชุมชน ตามเวลา และบริบทสังคมวัฒนธรรม การเบี่ยงเบนทางสังคม (Social Deviance) แนวคิดหลัก 2 แบบ 1 มองเป็นพยาธิวิทยา → เหมือนโรค สามารถวินิจฉัยและรักษาได้ 2 ท 2) มองว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่เป็นไปตามบรรทัดฐานสังคม คือ การละเมิดหรือแตกต่างจากสิ่งที่สังคมส่วนใหญ่ยอมรับ โกต์ (Foucault) ชื่อ ความนำไม่ใช่ธรรมชาติถาวร แต่ถูกนิยามโดยสังคม และประวัติศาสตร์ Marshel Clinard การเบี่ยงเบนถูกกำหนดโดยปฏิกิริยาของสังคม ไม่ได้เกิดจากธรรมชาติมนุษย์โดยตรง เครื่องมือที่ใช้กำหนดพฤติกรรมเบี่ยงเบน คือ ปฏิกิริยาของสังคม (reaction) วิมากร พฤติกรรมเบี่ยงเบน : พฤติกรรมที่ไม่เป็นไปตามประทัดฐานของสังคม ใครเป็นผู้กำหนดบรรทัดฐาน (มักเป็นผู้มีอำนาจ) - การนิยามการเบี่ยงเบน อื่นอยู่กับ @ คำนิยามสังคม 2 ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ เรื่องเพศที่ชอบธรรม* เพื่อการค้า มากกว่า ๒ คน/คนเดียว คู่ต่างวัย สังคมยอมรับ ผัวเดียวเมียเดียว เพศเดียวกัน การ การแต่ง มีคู่กิ๊ก Heterosexual มีบุตร Vaginal Sex งาน หลายคน นอกสมรส ในที่รโหฐาน (บ้าน) ในสถานที่สาธารณะ ตัวอย่างการเยี่ยงเบน อาชญากรรมของบริษัท (Corporate Crime) เช่น กรณีโศกนาฏกรรมก๊าซโทปาล (อินเดีย, 1994) ที่สร้างความเสียหายมหาศาล อาชญากรรม = ผิดกฎหมายอาญา การเบี่ยงเบน - สิ่งที่สังคมไม่ยอมรับ (คงไม่ผิดกฎหมายก็ได้)
ページ19:
ผลของการเบี่ยงเบนทางสังคม - ด้านลบ : ทำให้สังคมไร้ระเบียบ เกิดความไม่ปลอดภัย ความสับสนในบรรทัดฐาน - ด้านบวก : อาชญากรรมเป็นเรื่องปกติของสังคม มีหน้าที่เชิงบวก เช่น 1) กระตุ้นให้คนปฏิบัติตามกฎ 09 2) ย้ำถึงความเชื่อร่วมกัน 3) สร้างความเป็นปึกแผ่น 4) กระตุ้นการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ทฤษฎีเกี่ยวกับการเบี่ยงเบน ทฤษฎีทางชีววิทยา * เซซาโร คอมโปรโซ (Cesare lom braso, 1935 - 1909) แพท ทหารอิตาเลียน ต่อมาเป็นอาจารย์สวนนิติเวชศาสตร์ ทฤษฎีอาชญากรโดยกำเนิด (Born Criminal) มีรูปร่างเฉพาะ เช่น หน้าผากลาด ขากรรไกรใหญ่ Emile Durkhiem ( อาชญากรรมเป็นเรื่องปกติของสังคม 2 ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม วิลเลียม เชลดอน (William Herbert Sheldon, 1999 -1977) เชื่อว่าบุคลิกภาพ ส่งผลต่อการกระทำผิด บุคลิกภาพของอาชญากรมี 3 ลักษณะ 9 1) นอกรูปร่างผอมบาง (Ectomorphs) : 648 สูง ไหล่ห่อ กล้ามเนื้อน้อย ไม่ชอบเข้าสังคม 2) พวกรูปร่างอ่อนท่าน (Endomorphs) : ชอบเข้าสังคม อารมณ์ดี สนุกร่าเริง ช่างพูดคุย 3) พวกรูปร่างใหญ่โตล่ำสัน (Mesomorphs) : นิสัยก้าวร้าว ฉุนเฉียว มีพลังมาก ชอบเล่นกีฬา มีแนวโน้มจะเป็นอาชญากรมากกว่า 1 Ectomorph Endomorph Mesomorph ผอมบาง อ้วนท้วน ล่ำสัน
ページ20:
ทฤษฎีทางสังคมวิทยา 1) ทฤษฎีสภาวะไร้บรรทัดฐาน (Anomic) ของ Emile Duckhiem สังคมเปลี่ยนเร็ว บรรทัดฐานไม่ชัด ทำให้เกิดเบี่ยงเบน ความกดดันของโครงสร้างของสังคมเป็นสาเหตุของการกระทำผิดของเมอร์ตัน 2) (Robert K. Merton) ความกดดันทางโครงสร้าง สังคมบังคับให้แสวงหาความสำเร็จ (เงิน เกียรติยศ ชื่อเสียง สถานะทางสังคม) แต่โอกาสไม่เท่ากัน ทํา บางคนเลือกเยี่ยงเบน 08 พฤติกรรมของบุคคลโดยใช้เป้าหมายและวิธีการจำแนก ได้ 5 แบบ พฤติกรรม 1 พวกคล้อยตาม (Conformist) 2. พวกแหวกแนว (Innovator) 3) พวกเ ระเบียบ (Ritualist) 4) พวกหนีโลก (Retreatist) 5) พวกกบฏ (Rebel ) เป้าหมาย วิธีการ + + +/- +/- 3) ทฤษฎีการสมาคมที่แตกต่างของทเธอร์แลนด์ (Rawin Sutherland) การสมาคมที่แตกต่าง คนเรียนรู้พฤติกรรมเบี่ยงเบนจากการคบหาคนที่เยี่ยงเบน การควบคุมทางสังคม (Social Control) ความพยายามทำให้สมาชิกปฏิบัติตามกฎ ลดการเบี่ยงเบน รูปแบบ - เป็นทางการ : ใช้กฎหมาย ตำรวจ ศาล คุก | 1 ไม่เป็นทางการ : ผ่านการขัดเกลาทางสังคม เช่น ครอบครัว ชุมชน เครื่องชื่อ สิทธินุมัติ (Sanction) ด้านลบ : การลงโทษ : นินทา คุมขัง ประหาร 1 ด้านบวก : การให้รางวัล : การยกย่อง การมีชื่อเสียง เกียรติยศ
ผลการค้นหาอื่น ๆ
คำถามที่เกี่ยวข้องกับโน้ตสรุปนี้
มหาวิทยาลัย
สังคมศึกษา
วิชา คุณธรรมและจริยธรรมสำหรับนักพัฒนา สาขาพัฒนาชุมชน
มหาวิทยาลัย
สังคมศึกษา
สรุปทฤษฎีสังคมวิทยา ใครมีสรุปบ้างค่ะพอดีใช้สอบ
มหาวิทยาลัย
สังคมศึกษา
ลัทธิเสรีนิยมเหมือนหรือแตกต่างจากลัทธิสังคมอย่างไร
มหาวิทยาลัย
สังคมศึกษา
มีใรรรับสอนการบ้านไหมคะ ทิ้งช่องทางการติดต่อไว้ได้เลยค่ะ
มหาวิทยาลัย
สังคมศึกษา
สวัสดีครับ พอดีอยากจะสอบถามคนที่เรียนม.รามและเคยลงวิชา GAS1001กีฬาและการออกกำลังกายสำหรับสุขภาพ หน่อยครับว่า ปกติแล้ววิชานี้มีสอบทฤษฎีหรือให้เล่นกีฬาด้วยไหมครับ ขอบคุณมากครับ
มหาวิทยาลัย
สังคมศึกษา
อธิบายเกี่ยวกับ กลไก และกระบวนการเสริมสร้างความโปร่งใสในระบอบประชาธิปไตย ถ้าท่านได้มีส่วนร่วมในการปฎิรูปการเมือง ในความคิดของท่าน ท่านมีความคิดเห็นอย่างไร จงอธิบาย โดยไม่ลอกเลียนแบบความคิดของผู้อื่น ( ไม่น้อยกว่า 10 บรรทัด ) *
มหาวิทยาลัย
สังคมศึกษา
ทุกคนช่วยเราทำเเบบสำรวจหน่อยน้า เราเอาไปทำงานในรายวิชา ขอบคุณมากเลยค่า🙏🤗 https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSc4zEpOs0LvAE_Xuv-YnqE_OQHgBGJ7JMLL0-DmtAhqPQi4vg/viewform?usp=sf_link
มหาวิทยาลัย
สังคมศึกษา
การบุกรุกที่ดินมีสาเหตุมาจากอะไรบ้างคะ
มหาวิทยาลัย
สังคมศึกษา
ช่วยบอกคำตอบหน่อยค่า🙏🏻
มหาวิทยาลัย
สังคมศึกษา
กำหนดโจทย์เกี่ยวกับประเด็นการบริหารและพัฒนา
News
ความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น