ノートテキスト
ページ1:
เศรษฐศาสตร์การเมือง (Political Economy) ศาสตร์ที่ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ ตลาด สังคม แต่ละองค์ประกอบมีอำนาจ (Power) และมีผลต่อกัน เศรษฐศาสตร์ คือ หลักวิชา เศรษฐกิจ มีความหมายเชิงปฏิบัติ ขึ้นอยู่กับอำนาจ (Power) * เศรษฐศาสตร์ → ของตลาด กลไกราคา ผลผลิต เน้นประสิทธิภาพ - * การเมืองการปกครอง - มองอำนาจ กระบวนการตัดสินใจ ความชอบธรรม 9 * เศรษฐศาสตร์การเมือง → ศึกษาทั้งเศรษฐกิจและอำนาจร่วมกัน สนใจโครงสร้างทางสังคม วาทกรรม →→ และความไม่เท่าเทียม วิเคราะห์ว่าใครได้ ใครเสียผลประโยชน์ ใครควบคุมทรัพยากร แนวคิดเรื่องโครงสร้าง (Structure) - ระบบ กอที่อยู่ในสังคม โครงสร้างเศรษฐกิจ : ตลาด ทุน แรงงาน ความสัมพันธ์ที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมคน โครงสร้างสังคม : ชนชั้น เพศ อายุ ชาติพันธุ์ โครงสร้างการเมือง : รัฐ กฎหมาย อำนาจ โครงสร้างวัฒนธรรม/อุดมการณ์ : ศาสนา ชาติ ค่านิยม ความสำคัญของโครงสร้าง กำหนดโอกาสและข้อจำกัด เช่น คนจนอาจขยันเท่าคนรวย แต่ไม่มีทุน ไม่มีที่ดิน: ไม่มี Connection อธิบายความเหลื่อมล้าไม่ใช่เรื่องส่วนตัว เช่น ผู้หญิงทำงานบ้าน เพราะโครงสร้างวัฒนธรรมกำกับบทบาทไว้ ทำให้บางกลุ่มได้เปรียบโดยไม่ต้องต่อสู้ทุกครั้ง เข้าใจอำนาจในเชิงลึก เช่น คนกรุงเทพ vs คนต่างจังหวัด 1 1 1 เหตุผลที่นักพัฒนศาสตร์ต้องเข้าใจโครงสร้าง ช่วยให้วิเคราะห์เชิงวิพากษ์ เพื่อออกแบบนโยบายที่แก้ปัญหาที่ราก ไม่ใช่เปลี่ยนแค่ผิวเผิน ต้องตอบโจทย์ความหลากหลาย เข้าใจโครงสร้างเห็นว่าใครควบคุมการพัฒนา ใครได้ประโยชน์ จากเรีองของ านาจ ความสัมพันธ์ และทรัพยากร 1
ページ2:
* ประวัติศาสตร์พัฒนาการของเศรษฐศาสตร์การเมือง (Political Economy) ) * ดุดเริ่มต้นในยุโรป (ศตวรรษที่ 17) ปรากฎครั้งแรกในฝรั่งเศส ปีค.ศ. 1645 ปรากฏในหนังสือชื่อ Traiche de l'économie politique โดย Antoine de Montchrestion .. มุ่งศึกษาการบริหารจัดการทรัพยากรของรัฐโดยเน้นความสัมพันธ์ระหว่างเศรษฐกิจกับการเมืองและอำนาจของรัฐ มองว่า เศรษฐกิจคือกิจกรรมของรัฐ ไม่ใช่เพียงของเอกชนหรือปัจเจกบุคคล * พัฒนาการในอังกฤษและสกอตแลนด์ (ศตวรรษที่ 19 : ค.ศ. 17005) แนวคิดการจัดระเบียบเศรษฐกิจของสังคมเริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ยุคทองของการเริ่มสร้างรากฐานทางวิชาการเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่ ☆ . .. บริบทไทย 9 อยุธยา (ศตวรรษที่ 17) : ค้าขายกับโปรตุเกส ญี่ปุ่น และชาติตะวันตกอื่น รัฐควบคุมเศรษฐกิจอย่างเข้มข้น ผ่านระบบพระคลังสินค้า (Mercantilist แบบไทย) รัตนโกสินทร์ตอนตื่น | 3.4 : สนธิสัญญาเบาว์ริง → แนวคิดเสรีนิยม + E 3.5 : ปฏิรูปประเทศ → เกิดชนชั้นกลาง - ราชการใหม่ 9 + หลัง 2475 รัฐชาตินิยม, จอมพลป. - คล้าย Keynesianism / • หลัง 2520 และ TMF 2540 : เสรีนิยมใหม่ แปรรูปรัฐวิสาหกิจ ความเหลื่อมล้ำสูงขึ้น ปัจจุบัน : แนวคิดพอเพียง สิทธิมนุษยชน, การเคลื่อนไหวชุมชน - ชาติพันธุ์ พัฒนามาจาก Mercantilism * (0) Classical * · 2 Marxist * @ Neoclassica) - 4 Keynesian × G • Neoliberal *⑥ แนวคิดวิพากษ์ใหม่ ๆ และเชื่อมโยงกับบริบทไทย 0 ตั้งแต่อยุธยา รัตนโกสินทร์ จนถึงปัจจุบัน ง
ページ3:
องค์ประกอบการวิเคราะห์ เศรษฐศาสตร์การเมือง อำนาจ (Power) ความสามารถในการกำหนดปัญหา กฎเกณฑ์ และทิศทางสังคม การที่กลุ่มหรือสถาบันหนึ่ง สามารถใช้ทรัพยากรทางเศรษฐกิจ เพื่อควบคุมหรือนานโยบายและพฤติกรรมของสังคม ใครมีอำนาจควบคุมทรัพยากร ที่มีอำนาจกำหนดกฎเกณฑ์ เช่น ภาษี ค่าแรง ช่วยให้เข้าใจว่า ใครได้ประโยชน์ และ ใครเสียเปรียบจากระบบเศรษฐกิจ Hard Power : อำนาจที่ใช้การบังคับ เช่น กฎหมาย ทหาร เศรษฐกิจ : Soft Power : อำนาจแบบโน้มน้าวใจ ผ่าน วัฒนธรรม การศึกษา สื่อ ซีรีส์เกาหลี (2) ผลประโยชน์ (Interests) กลุ่มต่าง ๆ มีผลประโยชน์ที่ขัดกัน เช่น โครงการพัฒนาที่เป็นโอกาสของกลุ่มทุนใหญ่ แต่เป็นภัยต่อชุมชน ต้องถามเสมอว่าใครได้ใครเสีย 9 9) ซ๊ซ (The State) รัฐไม่เป็นกลาง แต่เลือกข้าง บางครั้งเกื้อทุนใหญ่ แต่ละเลยแรงงานหรือชุมชน ++ · องค์ประกอบของรับ . ดินแดน . ประชากร รัฐบาล Max Weber อกว่า รัฐคือ องค์กรที่มีอำนาจผูกขาดในการใช้ความรุนแรงโดยชอบธรรม • อำนาจอธิปไตย รูปแบบรัฐ : สมบูรณาญาสิทธิ์ - เสรีนิยม - รัฐสวัสดิการ - รัฐควบคุมทุน แนวคิดเศรษฐศาสตร์ที่มองรัฐต่างกัน รัฐมีบทบาทจำกัด มีหน้าที่แค่ของกันประเทศ . . * • Classical Political : Adam Smith บังคับใช้กฎหมาย และดูแลโครงสร้างพื้นฐาน • Marxist : รัฐ - เครื่องมือชนชั้นปกครอง เพื่อรักษาระบบทุนนิยม 1 = - Keynesianism : รัฐควรเข้าแทรกแซงเศรษฐกิจ เพื่อกระตุ้นอุปสงค์ และแก้ปัญหาว่างงาน • Neoliberalism : รัฐควรถอยหลัง เปิดทางให้ตลาดเสรีทำงาน บริบทไทย . 1 1 รัฐสมัยใหม่ ช่วง 3.5 → การเก็บภาษี การสร้างระบบราชการ สงครามเย็น - รัฐรวมศูนย์ อำนาจทหาร สร้างรัฐชาติเชิงชาตินิยม ปัจจุบัน – รัฐสองหน้า (พัฒนาเศรษฐกิจ + จำกัดเสรีภาพ)
ページ4:
ตลาด (Market) / ระบบแลกเปลี่ยนสินค้า / บริการ | แรงงาน ผ่านกลไกอุปสงค์ อุปทาน • ตลาดเสรี (Free Market) ระบบเศรษฐกิจที่ราคาสินค้าและบริการถูกกำหนดโดยกลไกราคา (Price Mechanism) จาก Demand | Supply โดยไม่มีรัฐเข้ามาแทรกแซง Neoliberalism : ลดบทบาทรัฐ, เปิดเสรี, เอกชนเข้ามาทำสิ่งที่รัฐเคยทำ ปัญหาตลาดพลังงาน ตลาดแรงงาน ตลาดอาหาร - ถ้าเสรีเกินไปประชาชนเสียเปรียบ ถ้ารัฐควบคุมมากเกินไปทุนไม่ลงทุน • Karl Polany - ตลาดไม่เคยไร้รัฐ การออกแบบตลาดที่เป็นการเมือง สังคม (Society) ไม่ใช่แค่กลุ่มคน แต่เป็นโครงสร้างความสัมพันธ์ที่กำหนดอำนาจและทรัพยากร สังคมไม่ใช่เหลือของรัฐ (ตลาดเท่านั้น แต่เป็น actor ที่ต่อรองได้ ระดับของสังคม 1) เครือข่ายไม่เป็นทางการ (ครอบครัว, ศาสนา, ชุมชน) 2) ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม (แรงงาน, สิ่งแวดล้อม, ชาติพันธุ์) 3) ภาคประชาสังคม / NGO (เฝ้าระวัง, ตรวจสอบ, เติมเต็มบทบาทรัฐ) อำนาจสังคม - ผ่านการรวมตัว กดดันนโยบาย เช่น เครือข่ายคนจน การคัดค้านเตือน การเคลื่อนไหวประมง + Ex. การจัดการน้ำ : รัฐมักมองเป็นปัญหาวิศวกรรม (เขื่อน ประตูน้ำ) แต่ละเลยการจัดการแบบมีส่วนร่วม การประมง : พ.ร.ก.ประมง 2559 เพื่อทุนมากกว่าชาวประมงพื้นบ้าน - ชาวบ้านเสียสิทธิ t
ページ5:
= อุดมการณ์และวาทกรรม (Ideology & Discourse) อุดมการณ์ (Ideology) = ความเชื่อ / ค่านิยมที่ทำให้ความเหลื่อมล้ำดูชอบธรรม วาทกรรม (Discourse) - ชุดความรู้ คำพูดที่สังคมยอมรับว่าจริง Michel Foucault มิเชล ฟโกต์ อำนาจของวาทกรรม เสนอว่า อำนาจคู่กับความรู้ ใครควบคุมความรู้ = ควบคุมวิธีคิดของสังคม วาทกรรมทำหน้าที่ควบคุมว่าอะไรพูดได้ พูดไม่ได้ และใครมีสิทธิพูด Ex. การพัฒนา ความเจริญ Smart City - ดูกลางแต่ไม่เป็นกลาง เศรษฐกิจพอเพียง, ประชารัฐ - ใช้สร้างความชอบธรรมทางการเมือง เศรษฐกิจ การวิเคราะห์วาทกรรม (Discourse Analysis) 1 เปิดโปง คดีในสิ่งที่เป็นกลาง 2. เข้าใจการครอบงำาโดยไม่ต้องใช้กำลัง 3) เสนอทางเลือกใหม่
ページ6:
#(0) Mercantilism (ลัทธิพาณิชยนิยม) — เกิดขึ้นในยุโรป (ค.ศ. 16-19) แนวคิดนโยบายเศรษฐกิจที่รัฐใช้อำนาจควบคุมการค้ เพื่อสร้างความมั่งคั่ง และอำนาจทางการเมือง ใ เงินทองคำ เป็นตัวชี้วัดความมั่งคั่งของชาติ ต้องเก็บสะสมให้มากที่สุด - ส่งออก > นำเข้า (trade Surplus) ทำการส่งออก เอกวาสนำเข้า บริษัทผูกขาดการค้า เช่น British East India Company, Dutch Voc - เศรษฐกิจถูกมองว่าอยู่ภายใต้อำนาจรัฐ รัฐ - ผู้กำหนดกติกาและเป้าหมายเศรษฐกิจ การค้า คือ การแย่งชิงผลประโยชน์เชิงอำนาจระหว่างชาติ (power politics) 48 1 – การขยายอำนาจเศรษฐกิจ เชื่อมกับทหารและอาณานิคม เช่น การควบคุมเส้นทางเดินเรือหรือ อมการค้า - การแข่งขันแย่งชิงอาณานิคม (Colonial Expansion) • การแพร่ลัทธิจักรวรดินิยม เพื่อขยายการส่งออก และตั้งกำแพงภาษีสูง ๆ เพื่อลดการนำเข้า ทำให้ต้องบุกยึดประเทศต่าง ๆ เพื่อเพิ่มทรัพย์สินให้กับประเทศของตัวเอง ยุโรปเริ่มสร้างอาณานิคม (Colonisation) อังกฤษ ยึด อินเดีย มาเลเซีย พม่า ฝรั่งเศส ยึด ลาว กัมพูชา เวียดนาม สเปน ยึด ละตินอเมริกา ฟิลิปปินส์, โปรตุเกส ยึด บราซิล แองโกลา ติมอร์เลสเต เนเชอร์แลนด์ ยืด อินโดนีเซีย • สมัยอยุธยา : ความสัมพันธ์กับ ดักซ์ อังกฤษ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น จีน เป็นจุดยุทธศาสตร์การค้า สนธิสัญญา และสัมปทานกับบริษัทอินเดียตะวันออก สมัยธนบุรี - รัตนโกสินทร์ตอนต้น 9 ระบบการค้าอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐ (royal trade monopoly) • สัญญาทางการค้า เช่น สนธิสัญญาเบาว์ริง (1855) 3.4 เกิดทุกที่อังกฤษใช้ทหารบังคับเปิดตลาด ทำให้ไทยเริ่มปรับตัวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโลกแบบทุนนิยม ง Adam Smith วิจารณ์ Mercantilism ว่าเป็นระบบผูกขาด ไม่เสรี Marx มองว่า Mercantilism คือ ซองสะสมทุน ที่ให้นายทุนขูดรีด แรงงาน Wallerstein มองว่า Mercantilism คือ ระยะแรกของเศรษฐกิจโลกสมัยใหม่
ページ7:
(2) Classical Political Economy เสรีนิยมคลาสสิก (ศตวรรษที่ 18-19) ยุคต้นรัตนโกสินทร์ – ร.4 เปิดประเทศเจรจาสนธิสัญญาเบาว์ริง (ไทย-อังกฤษ) เริ่มมีแนวคิดว่ารัฐไม่ควรผูกขาดทุกอย่าง จีนเริ่มมีบทบาทในเศรษฐกิจมากขึ้น นำเข้าแนวคิดเสรีนิยมจากตะวันตก หลักการสำคัญ ข 1 เสรีภาพส่วนบุคคล (Individual Liberty) ปัจเจกชนมีสิทธิ์ที่จะตัดสินใจทางเศรษฐกิจด้วยตนเอง โดยไม่ควรถูกจำกัดโดยรัฐ จากไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่น • ตลาดเสรี (Free Market) - - ตลาด คือ กลไกในการจัดสรรทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด รัฐไม่ควรแทรกแซงเกินจำเป็น -ราคาสินค้าและบริการสะท้อน กอปสงค์-อุปทาน รัฐมีบทบาทจำกัด (Limited Government) บทบาทรัฐจํากัดเพียง 3 เรื่อง 1) ของกันประเทศ 3 2) รักษากฎหมาย และความยุติธรรม 2) จัดหาโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะที่เอกชนไม่ทำ การค้าเสรี Positive Sum game ทุกฝ่ายได้ประโยชน์รวมกัน การค้าเสรีไม่ได้เป็นเกมที่ฝ่ายหนึ่งได้ อีกฝ่ายเสีย แต่ถ้าทุกประเทศนั้นสิ่งที่ทำได้ดี ที่จะสร้างความมั่งคั่งรวมกันมากขึ้น ประวัติศาสตร์ภาพรวมเศรษฐกิจ Adam Smith • ศตวรรษที่ 15-17 : ยุคการปฏิวัติการค้า (Commercial Revolution) ค้นพบทวีปอเมริกา – เอเซีย (1432) → โดยโปรตุเกส สเปน เปิดตลาดการค้าข้ามทวีป, การแย่งอาณานิคมระหว่างอังกฤษ ฝรั่งเศส สเปน เนเธอร์แลนด์ สินค้าสำคัญ : เครื่องเทศ (เอเชีย), เงินทอง (อเมริกา), น้ำตาล ยาสูบ กาแฟ ทาส (แอฟริกา) รัฐควบคุมเศรษฐกิจ → ส่งออกมากกว่านำเข้า สะสมทอง-เงิน ใช้อาณานิคมเป็นแหล่งทรัพยากรและตลาด การปฏิวัติทางการเงินเกิด 7 ธนาคารสมัยใหม่ (Bank of Amsterdam, Bank of England) การพัฒนาเครดิต เช็ค หุ้น ตลาดหลักทรัพย์ เช่น ตลาดหุ้น Amsterdam การเปลี่ยนแปลงในสังคม : พ่อคำและชนชั้นกลาง (bourgeoisie) กระดุม มีอำนาจและฐานะสูงขึ้น เรื่องท่าและเมืองการค้ารุ่งเรือง
ページ8:
Adam Smith บิดาแห่งเศรษฐศาสตร์ ชาวสกอตแลนด์ (1723) เรื่อง Kirkcaldy, Scotland (เป็นเรื่องๆ ช่วงเปลี่ยนผ่าน) ขยายแนวคิดเศรษฐศาสตร์การเมือง โดยแยกออกจากพ่อคำ - รัฐ . V อายุ 14 ปี Adam Smith เช่า University of Glasgow ไปเรียนคณิตศาสตร์ และตรรกศาสตร์ • เคยเป็นนักดาราศาสตร์ นักกวี และอาจารย์สอนปรัชญาศีลธรรม (Moral Philosophy) ผลงาน * หนังสือเล่มแรก : The Theory of Moral Sentiments (1759) ว่าด้วยศีลธรรมความเห็นอกเห็นใจ (Sympathy) * หนังสือ The Wealth of Nations (1776) ความมั่งคั่งแห่งประชาชาติ LA Adam Smith ไม่ได้มองเศรษฐกิจแค่รายบุคคล แต่เชื่อมโยงกับสังคมและศีลธรรม การเติบโตทางเศรษฐกิจจะทำให้ชีวิตประชาชนดีขึ้น วัตถุประสงค์ของเศรษฐศาสตร์การเมือง ตามแนวคิด Adam Smith 1) เป็นองค์ความรู้ว่าด้วยการจัดหารายได้ให้ประชาชนมีพอเพียงเลี้ยงชีพ 2) เป็นองค์ความรู้ที่จะทำให้รัฐมีรายได้พอเพียงที่จะนำไปจัดบริการสาธารณะ ข แนวคิดหลัก Adam Smith 1) Division of Labour (การแบ่งงานกันนํา) การแบ่งงานกันทำ ตามความรู้ความสามารถและทักษะโดยห้ามให้งานหลายประเภทไปกระจกที่คนใดคนห คนงานจะต้องแลกเปลี่ยนงานที่ทำวนไปเรื่อยๆ ถนัดและชำนาญที่สุด 9 ทุกกระบวนการจนสิ้นสุด เพื่อทำให้คนงานได้ทำงานในสิ่งที่สานเอง 5. โรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้เครื่องจักรแบ่งงานเป็นขั้นตอน - ผลผลิตเพิ่มมหาศาล การแบ่งงาน เพิ่มประสิทธิภาพและความมั่งคั่ง 2) Value & Labour Theory (คุณค่าและแรงงาน) = คุณค่าของสินค้า = แรงงานที่ใช้ในการผลิต แนวคิดนี้พัฒนาต่อโดย Karl Marx (แรงงาน = แหล่งที่มาของมาค่ำ) ม
ページ9:
3) Invisible Hand (กลไกตลาดเสรี) แนวคิดว่าในตลาดเสรี ผู้มิตและผู้บริโภคต่างขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์ส่วนตน แต่เมื่อทุกคนตัดสินใจอย่างอิสระและแข่งขันกัน ทรัพยากรจะถูกจัดสรรอย่างมีประสิทธิภาพโดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องมีรัฐมาควบคุม → + + -> → หากขาดแคลนสินค้า - ราคาสูงขึ้น - ผู้ผลิตเพิ่มการผลิต - Supply กลับสมดุล หากผลิตมากเกินไป - ราคาก - ผู้ผลิตลดการผลิต - ตลาดกลับสู่ดุลยภาพ → ถ้าคนทำเพื่อผลประโยชน์ตนเอง ระบบเศรษฐกิจโดยรวมก็ได้ประโยชน์ ตลาดเสรีสามารถจัดสรรทรัพยากร ได้อย่างมีประสิทธิภาพ กลไกตลาดจัดสรรทรัพยากรโดยไม่ต้องมีรัฐควบคุม Ex. คนรวยกับคนจนต้องทํางานเหมือนกัน เพื่อผลประโยชน์ของงานเองต่างคนต่างทำงานทำให้ผลผลิตและสินค้าบริการต่าง ๆ เพิ่มยากขึ้นทั้งระบบ ทำให้ความต้องการส่วนตัวของเราทำให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมโดยไม่เจตนา เหมือนมือที่มองไม่เห็น มาจัดให้เราทำแบบนี้ เป็นกลไกของตลาด เพราะคนจนเขาทำงานเพื่อที่เขาจะได้มีเงินซื้อข้าวกินมื้อต่อไป มีทรัพย์สินเพื่อทำให้ชีวิต สุขสบายต่อไป แต่คนรวยไม่ได้ถูกจำกัดความต้องการ ต่อให้เขากินอิ่มแล้ว เขาก็ยังทำงานเพื่อได้รายได้มา เพื่อเอาไปทำอย่างอื่นอ 1 4) Self-interest (ผลประโยชน์ส่วนตนสร้างประโยชน์สาธารณะ) มนุษย์ขับเคลื่อนด้วยความต้องการของตนเอง • ผู้ผลิตต้องการกำไร . . ผู้บริโภคต้องการสินค้า / บริการที่ดีที่สุดในราคาต่ำที่สุด • ผลลัพธ์ : การแข่งขันระหว่างผู้ผลิต ทำให้ราคาสมเหตุสมผล และคุณภาพดีขึ้น 5) มายาทของรัฐ st Adam Smith ไม่ได้เชิด ตลาดเสรีแบบสุดโต่ง แต่เขายอมรับว่ารัฐมีบทบาทในการจัดการสาธารณูปโภค เช่น ถนน สะพาน การศึกษา รัฐมีหน้าที่ป้องกันประเทศ บังคับใช้กฎหมายและคุ้มครองทรัพย์สิน และการควบคุมทุนผูกขาด 1. 1 ข Free Trade (การค้าเสรี) ต่อต้านการเก็บภาษีสูง กีดกันการค้า mercantilism เชื่อว่าการเปิด free trade จะเพิ่มประสิทธิภาพ และเพิ่มความมั่งคั่งของประเทศ บทบาทรัฐจำกัดเพียง 3 เรื่อง 1) จองกันประเทศ 2) รักษากฎหมาย และความยุติธรรม 3) จัดหาโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะที่เอกชนไม่ทำ Adam Smith วางรากฐาน ตลาดเสรี เสรีนิยมคลาสสิก เห็นว่าความมั่งคั่งมาจากการผลิต (Productivity) และการค้าเสรีที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ แต่ในโลกความจริง มีข้อจำกัด เรื่องอำนาจ ความไม่เท่าเทียม และการล่าอาณานิคมที่ทำให้บางประเทศเสียเปรียบ
ページ10:
แนวคิดเศรษฐกิจโลกแบบศูนย์รวม) (World System Theory) ข นักคิด : อิมมานูเอล วอลเลอร์สตีน (Immanuel Wollerstein) (1974) ตั้งแต่ ค.ศ. 46 โลกเริ่มเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมโลก (Capitalist world, economy) มองว่าโลกคือระบบเศรษฐกิจเดียวที่เชื่อมโยงกันผ่านการแบ่งงานระหว่างประเทศ เน็นภาพรวมของระบบโลกและการแบ่งบทบาทของประเทศในระบบนี้ # โครงสร้างของระบบโลก 1) Core (ศูนย์กลาง ประเทศพัฒนาแล้ว) .. • ควบคุมเทคโนโลยี ทุน การคำ การเมือง และมีอุตสาหกรรมสูง ได้กำไรมากสุดจากการค้าระหว่างประเทศ Ex. USA, ยุโรป, ญี่ปุ่น, เยอรมนี, แคนาดา, ฝรั่งเศส ยุโรป,ญี่ปุ่น, 2) Semi-Periphery (ถึงชายขอบ / ประเทศทั้งพัฒนา) raw materials PERIPHERY SEMI-PERIPHERY CORE มีเศรษฐกิจผสมระหว่างอุตสาหกรรมและการเกษตร พัฒนาแล้วบางคน แต่ยังฟังมา Core Ex, บราซิล, อินเดีย, เม็กซิโก, จีน 3) Periphery (ชายขอบ/ประเทศกำลังพัฒนา อ้อยพัฒนา ) เน้นการผลิตวัตถุดิบต่ำ แรงงานถูก มักถูกเอาเปรียบจากประเทศ core Ex. แอฟริกา, ลาตินอเมริกา,เอธิโอเปีย, บังกลาเทศ, กัมพูชา ทฤษฎีความได้เปรียบโดยสมบูรณ์ (Absolute Advantage) ประเทศใด ต ต น หนึ่ง มีประสิท รวมกว่า ควรผลิตและแลกเปลี่ยนกับประเทศอื่น ทั้ง 2 ฝ่ายได้กำไรร่วมกัน 09 Ex. ไทยผลิต าวไ ดีกว่า ญี่ปุ่นผลิตรถยนต์ได้ดีกว่า → แดกกันแล้วทั้งคู่ได้ประโยชน์ ไทยผลิตข้าวได้ดีกว่า ข้อดี : สนับสนุนการแบ่งงานผลิต ใช้ทรัพยการมีประสิทธิภ ม เกิดประโยชน์ร่วมกัน มีพื้นฐานของการค้าส อเลี่ย ไม่ครอบคลุมประเทศที่ด้อยกว่าทุกด้าน สมมติฐานไม่เป็นจริง (แรงงานปัจจัยเดี่ยว ตลาดแข่งขันสมบูรณ์) - ไม่ า ง ง านค/อาณานิคม → ประเทศเล็กเลียเปรียบ เช่น สยาม สังสนธิสัญญาเบาว์ริง ไม่วิเคราะห์ต้นทุนโลกฟ
ページ11:
David Ricardo เดวิด ริคาร์โด (1772-1823) นักเศรษฐศาสตร์การเมืองชาวอังกฤษ * ผลงานสำคัญ : Principles of Political Economy and Taxation (947) เศรษฐศาสตร์การเมืองของ Ricardo สนใจการแข่งขันรายได้ (Distribution) Ex. ส่วนแบ่งจากรายได้ประชาชาติ (National Dividend ) . แรงงาน (Labour) → ค่าแรง เจ้าของที่ดิน (Landlord) + ค่าเช่า นายทุน (Capitalist) - กำไร ความขัดแย้งชนชั้น : เจ้าของที่ดิน, นายทุน, . บริบทอังกฤษช่วง Ricardo หลังสงครามนโปเลียน อังกฤษมีปัญหาเศรษฐกิจ แรงงาน ' ละท่อนโครงสร้างร้านเจและ ความขัดแ ว น น - าของที่ดินได้ประโยชน์จากค่าเช่า · นายทุนกังวลว่ากําไร ด แรงงานถูกกดให้อยู่ระดับยังม การเมืองจึงเกี่ยวข้องกับการจัดสรรทรัพยากร ราคาสินค้าสูง ค่าแรงสูง ต้นทุนการผลิตสูง กำไรลดลง การลงทุนหดตัว หนี้สาธารณะ ท่าลาน ปี 9 การขึ้นภาษีขาเข้า (Corn Laws) กฎหมายจำกัดการนำเข้าสาวลา ทฤษฎีสำคัญ 1) ทฤษฎีศานา (Rent Theory) : ค่าเช่าเกิดจากคุณภาพที่ดินต่างกัน เจ้าของที่ดินจึงได้ค่าเช่าส่วนเกิน โดยไม่ต้องทำอะไร 2) ทฤษฎีค่าแรง (Wage Theory) : ค่าแรงถูกกดให้ใกล้ระดับยังชีพ (Subsistence level) เพราะเมื่อค่าแรงสูงขึ้น ประชากรเพิ่ม ค่าแรงลดลง 3) ทฤษฎีกำไร (Profit Theory) : กำไรเป็นส่วนเหลือจากจ่ายค่าแรงและค่าเช่า ค่าเช่า ค่าแรงสูง กำไรลดลง การลงทุนชะลอลง ประเด็นสำคัญ ☆ ทุน (Capital): จับ าคัญของการขยายเศรษฐกิจ ถ้าประเทศผลิตได้มากกว่าบริโภคจะเกิดการสะสมทุน และเศรษฐกิจเติบโต จากการบริโภคเกินจำเป็น (Unproductive consumption) - ทำให้ทุนลดลง * ภาษี (Tax) : ถ้าภาษีทำให้การบริโภคลดลง แต่ทุนยังอยู่ จะไม่กระทบมาก แต่ถ้าภาษีที่กระทบทุน เช่น ชัดของการลงทุน เป็นอันตรายต่อเศรษฐกิจโดยรวมเ + นโยบายภาครัฐ เช่น ค่าแรงขั้นต่ำ ภาษีมรดก ภาษีที่ดิน (มักฤกต่องานโดยชนชั้นนำ) * ค่าเช่าที่ดินสูงในเมืองใหญ่ - กระทบต้นทุนธุรกิจ และที่อยู่อาศัย * ค่าแรงขั้นต่ำ มักถูกกำหนดทางการเมือง และไม่ค่อยเพิ่ม นายทุนมีกำไร แต่แรงงานมักอยู่ระดับพอเลี้ยงชีพ
ページ12:
ทฤษฎีความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ (Comparative Advantage) กลไกของเศรษฐกิจในระดับประเทศ ผ่านการวิเคราะห์แรงงาน มูลค่า ค่าเช่า กำไร และการเติบโตทางเศรษฐกิจ ภายใต้บริบทของสังคม โครงสร้างและอำนาจ แต่ละประเทศผลิตสิ่งที่ตนได้เปรียบ แล้วแลกเปลี่ยนกัน ให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ สนับสนุนการค้าเสรี และลดบทบาทรัฐในการแทรกแซง 1 แม้ประเทศหนึ่งจะมีประสิทธิภาพสูงกว่าในทุกสินค้า (Absolute Advantage) ก็ยังได้ประโยชน์จากการค้า หลักการประเทศควรผลิตสินค้าที่ตนเองมีต้นทุนเสียโอกาส (Opportunity Cost) หาว่า การแลกเปลี่ยนสินค้าตาม Comparative Advantage ทำให้ผลผลิตรวมของโลกสูงขึ้น ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ Ex. - อังกฤษ vs โปรตุเกส 66 * อังกฤษสามารถผลิตผ้า (Cloth) และไวน์ (Wine) ได้ดีกว่าโปรตุเกส แต่เมื่อนำต้นทุนเสียโอกาส COpportunity Cost) มาวัด อังกฤษเสียโอกาสต่ำกว่าที่จะผลิตผ้า + อังกฤษควรผลิตฝ่า โปรตุเกสเสียโอกาสต่ำกว่าที่จะผลิตไวน์ - โปรตุเกสควรผลิตไวน์ เมื่อค้าขายกัน ผลผลิตรวมสูงกว่าที่แต่ละประเทศผลิตทุกอย่ามอง t + Ex. Absolute Advantage (ดูว่าประเทศไหนผลิตได้มากกว่า) ประเทศ ข้าว โทรศัพท์ ☆าว : ไทย (ผลิตได้ 40 > 20) ไทย 40 40 เวียดนาม 20 80 โทรศัพท์ : เวียดนาม (ผลิตได้ 20>40) Comparative Advantage (ดุที่ต้นทุนเสียโอกาส เพื่อหาว่าใครควรผลิตอะไร ทำให้ทุกประเทศได้ประโยชน์) ตัวอย่างที่ 1 รถยนต์ ประเทศ ญี่ปุ่น อินเดีย 60 20 ข้อที่ 2 เสื้อผ้า 818 = 0.5 30 = 2 ญี่ปุ่นผลิตรถยนต์ 40 22 20 = 2 40 = 0.5 อินเดียผลิตเสื้อผ้า 20 40 ประเทศ รถยนต์ ข้าว สหรัฐฯ 50 80 50 เม็กซิโก 30 40 2873 = 1.6 80 60 = 1.33 40 30 4227 30 = 6.75 40 50 80 = 0.625 USA ควรผลิต ว Mexico ควรผลิตรถยนต์
ページ13:
Ex. ประเทศ ข้าว โทรศัพท์ ไทย 40 40 เวียดนาม 20 10 * Absolute Advantage (ความได้เปรียบเชิงสัมบูรณ์) ไทยผลิตได้มากกว่าเวียดนามทั้งข้าว (40 > 20) และโทรศัพท์ (40-10) ทำให้ไทยมี Absolute Advantage ทั้ง 2 สินค้า * Comparative Advantage (ความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ) ผลิตน้อย ได้เยอะ ไทย • ผลิตข้าว 40 - ถ้าเอาไปแลกกับโทรศัพท์ จะได้ 40 ดังนั้น 1 23 = 40 40 = 1 โทรศัพท์ ถ้าเอาไปแลกกับชาว จะได้ 40 ผลิตโทรศัพท์ 40 → ดังนั้น 1 โทรศัพท์ = 40 เวียดนาม - ผลิตชาว 20 - ดังนั้น 1 อ้าง : 1 40 = 1 ช้าง ถ้าเอาไปแลกกับโทรศัพท์ จะได้ 10 10 20 = 2 = 0.5. โทรศัพท์ จะได้ 20 ผลิตโทรศัพท์ 10 - ถ้าเอาไปแลกกับข้าว ดังนั้น 1 โทรศัพท์ = 20 ไทย เวยดนาม ข้าว 1 โทรคัพท์ 1 0.5 2 Ex. CREEDIS Joon 10 - 2 ช้าง เวียดนามต้นทุนเลียโอกาสผลิตข้าวน้อยกว่า ควรผลิตข้าว ไทยต้นทุนเสียโอกาสผลิตโทรศัพท์น้อยกว่า ควรผลิตโทรศัพท์ ไทยได้ประโยชน์จากการส่งยกโทรศัพท์ได้เยอะกว่า ประเทศ/ผลผลิต ข้าว (ต้น) ผ้า (ม้วน) อังกฤษ 4000 200 อังกฤษควรผลิตข้าว สหรัฐอเมริกา 500 500 รวม 900 700 USA ควรผลิตผ้า อังกฤษ • ผลิตข่าว 400 วัน เอาไปแลกกับผ้า 200 วน USA ดังนั้น ชาว 1 ตัน = 200 0.5 ou 2406 ผลิตผ้า 200 ม้วน เอาไปแลกกับข้าว 40 ตัน ดังนั้น ผ้า 1 ม้วน = 400 1 200 = 2 ตัน ผลิตชาย 500 ตัน เอาไปแลกกับผ้า 50 ส่วน ดังนั้นขาว 1 อัน = 500 = 1 ส่วน 500 ผลิตผ้า 500 ส่วน เอาไปแลกกับข้าว 500 ตัน ดังนั้น ข่าว 1 ม้วน = 500 - 1ตัน 500
ページ14:
. . . . สมมติฐานของ Comparative Advantage (Assumptions) 1) ไม่มีต้นทุนการขนส่ง (Transport Cost = 0) 2) ตลาดแข่งขันสมบูรณ์ (Perfect Competition) ไม่มีการผูกขาด 3) แรงงานและปัจจัยการผลิตเคลื่อนย้ายได้อย่างอิสระภายในประเทศ แต่ไม่ช่ายประเทศ 4) เทคโนโลยีคง ในระยะสั้น (ไม่มีนวัตกรรมใหม่ที่ทำให้เสียสมดุล) 5) พิจารณาแค่ 2 ประเทศ และสินค้า 2 ชนิด เพื่อความง่าย (Simplification) 6) ไม่มีมาตรการกีดกันทางการค้า เช่น ภาษีศุลกากร ซอด . . การค้าไม่ใช่เกมแพ้-ชนะ แต่เป็นผลรวมบวก (Win-Win Situation) ประเทศ คำทั้ง 2 ฝ่ายได้ประโยชน์ แม้ประเทศด้อยพัฒนาก็ยังสามารถได้รับประโยชน์จากการค้า + สร้างแรงผลักดันให้เข้าร่วมระบบเศรษฐกิจโลก เป็นรากฐานทฤษฎีสำคัญที่ใช้ในการอธิบายการชำระหว่างประเทศสมัยใหม่ ข้อเสี่ย . . + • สมมติฐานไม่ตรงกับโลกจริง - มีต้นทุนการขนส่ง, การผูกขาด การกีดกันทางการค้า ง ไม่สนใจอำนาจทางการเมือง และโครงสร้างโลก (Core - Periphery) ประเทศใหญ่ได้เปรียบ ประเทศเล็กเสียเปรียบ ทำให้ประเทศเด็กอาจติดอยู่กับการส่งออกสินค้าเดิมๆ เช่น วัตถุกับราคาถูก ไม่สนับสนุนการปกป้อง ตสาหกรรมเกิดใหม่ (Infant Industry) ทำให้ประเทศ จอมพัฒนาไร่มีโอกาสสร้าฐานอุตสาหกรรม การค้าเสรีอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองของมหาอำนาจในการกดดันประเทศเล็ก มิติทรัพยากร ตั้งอยู่บนเงื่อนไขว่า ทรัพยากรสามารถใช้ผลิตได้ต่อเนื่องไม่หมด แต่ในความจริงที่ดินน้ำ พลังงาน แรงงาน มีอยู่อย่างจำกัด ประชากรเพิ่มขึ้น ต้องพัฒนาอย่างรวดเร็ว + ซึ่ง Comparative Advantage อาจไม่เพียงมอ การค้าจะสร้างความมั่งคั่งได้จริงหรือไม่ ต้องดูว่าประเทศมีทรัพยากรเพียงพอหรือไม่ | E าโลก ากัดสายทรัพยากร การมี มาการอย่างเดียวอาจไม่ยั่งยืน มิติการเมือง • Ricardo สนับสนุนการค้าเสรี (Free Trade) เชื่อว่าทุกประเทศจะได้ประโยชน์ • ในอุดมคติ : การค้าเสรีทำให้ทุกประเทศได้กำไร ในความจริงทางการเมือง : มหาอำนาจมักใช้ทฤษฎีนี้เพื่อผลักดันให้ประเทศเล็กเปิดตลาด ทำให้ประเทศเด็กเสียเปรียบ :
ページ15:
Thomas Malthus ทอมัส โรเบิร์ต มาลซัส (1766-1934) นักเศรษฐศาสตร์ นักบวชชาวอังกฤษ 2 * ผลงานสำคัญ : An Essay on the Principle of Population (1798) * เสนอทฤษฎีประชากร : ประชากรเพิ่มเรียกว่าทรัพยากร ก่อให้เกิดความอดอยากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ชี้ว่าประชากรมีแนวโน้มเติบโตเร็วกว่า อาหารและทรัพยากร ทำให้เกิดความยากจน ความอดอยาก และปัญหาเชิงโครงสร้าง เสนอให้รัฐเข้ามาจัดการและวางแผนในบางเรื่อง * กฎประชากรของ Malthus ** ประชากรเพิ่มขึ้นแบบเรขาคณิต (Geometric progression) (2,4,9,16,1 * ทรัพยากรอาหารเพิ่ม มแบบเลขคณิต (Arithmetic Progression) (1,2,3,4,5) ดังนั้นหากไม่มีการควบคุม ประชากรจะเติบโตเร็วกว่าทานอากร ทำให้เกิดความอดอยาก ความยากจน ความทุกข์ยาก * การควบคุมประชากร (Checks on Population) • Positive checks : ความอดอยาก โรค สงคราม (เพิ่มการตาย) • Preventive checks : แต่งงาน คุมกำเนิด ระดับทางเพศ (ลดการเกิด ข้อโต้แย้ง การปฏิวัติการเกษตร อุตสาหกรรม → ผลผลิตเพิ่ม + การเปลี่ยนผ่านประชากร (Demographic transition) - อัตราเกิดลดลง Green Revolution อาจเป็นแค่การซื้อเวลา มิติการเมือง . เห็นข้อจำกัดของทรัพยากร •สนใจความสัมพันธ์ระหว่างประชากร ทรัพยากร อำนาจ แนวคิดกลายเป็นฐานถกเถียงเรื่องความยั่งยืน (Sustainability)
ページ16:
Jean Baptiste Say นำเสนอกฎของชาย (Say's Law) อุปทานสร้างอุปสงค์ของงานเอง เชื่อว่าเศรษฐกิจจะเข้าสู่ สมดุลโดยอัตโนมัติ ถ้าปล่อยให้อาการทำงาน John Stuart Mill . • Liberal reform Principles of Political Economy (1848) ผสมผสานเศรษฐศาสตร์ + ปรัชญาการเมือง สนใจเสรีภาพ ความยุติธรรม และบทบาทของรัฐ เป็นสะพานเชื่อมระหว่างแนวคิดแบบโครงสร้างกับแนวคิดแบบเสรีนิยมใหม่ ข
ページ17:
ตารางเปรียบเทียบ Absolute vs Comparative Advantage ประเด็น ความหมาย ผู้คิดค้น แนวคิดหลัก ประโยชน์ ข้อจํากัด ผลต่อประเทศเล็ก มิติทางการเมือง Absolute Advantage (ความ ได้เปรียบเชิงสัมบูรณ์) ประเทศหนึ่งสามารถผลิตสินค้า ได้ มากกว่า หรือใช้ ทรัพยากร น้อยกว่า ประเทศอื่น Adam Smith ถ้าใครผลิตได้เก่งกว่า → ควร ผลิตและส่งออกสินค้านั้น เน้น ประสิทธิภาพสูงสุด ของการ ผลิต ถ้าประเทศใดไม่เก่งกว่าใครเลย → จะไม่มีบทบาทในการค้า อาจเสียเปรียบเพราะไม่มีความ สามารถผลิตได้ดีกว่าใคร สนับสนุนแนวคิดเสรีนิยมคลาส สิกของ Smith → เน้นตลาดเสรี Comparative Advantage (ความได้เปรียบเชิง เปรียบเทียบ) ประเทศหนึ่งสามารถผลิตสินค้าที่มี ต้นทุนเสียโอกาส (Opportunity Cost) ต่ากว่า แม้จะผลิตได้น้อยกว่า David Ricardo แม้ประเทศด้อยพัฒนาก็ยังมีสินค้าที่ตนเองผลิตได้ “คุ้ม กว่า" → ควรผลิตสิ่งนั้น ทำให้ ทุกประเทศมีส่วนร่วม และได้ประโยชน์จากการค้า (Win-Win) - สมมุติฐานไม่ตรงกับโลกจริง (ไม่มีต้นทุนขนส่ง, ไม่มี อ้านาจทางการเมือง) - ประเทศเล็กอาจติดกับดักส่งออกสินค้าเดิม - ไม่รองรับการปกป้องอุตสาหกรรมเกิดใหม่ ยังมีโอกาสเข้าร่วมระบบเศรษฐกิจโลก เพราะแม้ไม่เก่ง ที่สุด แต่ก็ยังมี “ต้นทุนเสียโอกาสต่ำกว่า" ในบางสินค้า สนับสนุนการค้าเสรี แต่ในความจริงถูกใช้เป็นเครื่องมือ โดยมหาอำนาจเพื่อกดดันประเทศเล็ก X สรุป: . Absolute Advantage → เน้น "ใครผลิตเก่งกว่า” . • Comparative Advantage → เน้น “ใครเสียโอกาสน้อยกว่า" Comparative Advantage จึงอธิบายได้กว้างกว่า และเป็นรากฐานของ การค้าเสรีสมัยใหม่ แต่ ในความจริงมีข้อจำกัดเพราะโครงสร้างโลก ท่ากัน ↓ Ricardo = มองโลกในแง่ดี → มองโลกในแง่ดี → การค้าเสรีเพิ่มความมั่งคั่ง Malthus = มองโลกในแง่ร้าย → ประชากรโตเร็วกว่า ทรัพยากร Ricardo → การค้าเสรี + การจัดสรรผลผลิตระหว่างชนชั้น Malthus - ข้อจำกัดของทรัพยากร + ภาวะประชากรเกิน ง 2 มองต่างกัน แต่ช่วยให้เข้าใจเศรษฐศาสตร์การเมือง และปัญหาทรัพยากรจำกัดได้ชัดเจน บริบทไทย 2 ไทยเคยมีประชากรเพิ่มสูง หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ทรัพยากรยัง • ปัจจุบันเข้าสู่สังคมสูงวัย → อัตราเกิดต่ำา ตรงข้าม Malthus แต่เผชิญ อาทรัพยากรเสื่อมโทรม เช่น น้ำ ที่ดิน
ページ18:
3) Marxist Political Economy เน้นความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างระหว่างชนชั้นทางสังคมและการผลิต ของระบบโดยรวมโครงสร้างทางสังคม ความไม่เท่าเทียม รัชกาลที่ 5 ปฏิรูปประเทศ มีข้าราชการสมัยใหม่และระบบราชการ เริ่มมีชนชั้นกลาง ขุนนางใหม่ Karl Marx • • . . นักคิดเยอรมัน (1819-1983) นักปรัชญา เศรษฐศาสตร์ สังคมวิทยา ผู้เขียน The Communist Manifesto และ Das Kapital • ช่วงศตวรรษที่ 19 ยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรมในยุโรป เห็นการเปลี่ยนผ่านของสังคมเกษตรกรไปสู่สังคมอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว มองระบบทุนนิยม เป็นโครงสร้างทางสังคมที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง ประวัติศาสตร์มนุษย์ = ประวัติศาสตร์การต่อสู้ระหว่างชนชั้น เน้นอำนาจ ความขัดแย้ง ความไม่เท่าเทียม) มากกว่ากลไกตลาด เศรษฐกิจ = ความสัมพันธ์ทางสังคม ไม่ใช่แค่การผลิตแลกเปลี่ยน ระบบทุนนิยมเ อประโยชน์ชนชั้นนายทุน ความมั่งคั่งไม่ถูกแบ่งเท่าเทียม แนวคิดเรื่อง ชนชั้น แรงงาน ทุน และการขูดรีด (Exploitation) • อธิบายความไม่เท่าเทียมเชิงโครงสร้างภายในระบบทุนนิยม วางรากฐานการวิเคราะห์สังคมในเชิงอิมฤกษ์ (Critical Political Economy) สร้างอิทธิ์ผล ทฤษฎีสังคมนิยม คอมมิวนิสต์ และ ขบวนการแรงงาน แนวคิดหลักของ Marx โครงสร้างเศรษฐกิจเป็นฐาน ๏ ฐานเศรษฐกิจ (Economic Base) = ปัจจัยการผลิต แรงงาน ทุน (Mode of Production) - ศักดินา ทุนนิยม กำหนดโครงสร้างส่วนบน (Superstructure) - การเมือง กฎหมาย ศาสนา อุดมการณ์ - เกิดขึ้นเพื่อรักษาระบบการผลิตที่มีอยู่ สังคมมนุษย์เปลี่ยนแปลงไปตามวิธีการผลิต เช่น สังคมทาส - ศักดินา - ทุนนิยม - สังคมนิยม - คอมมิวนิสต์ 2) การแบ่งชนชั้น (Class Division) +> t - ชนชั้นนายทุน (Bourgeoisic) : ผู้ครอบครองทุนและปัจจัยการผลิต (ที่ดิน โรงงาน) ชนชั้นแรงงาน (Proletariat) : ผู้ชายแรงงานเพื่อแลกค่าจ้าง - ความสัมพันธ์เชิงขัดแย้ง (Class Conflict) : นายทุนต้องการกำไรสูงสุด แรงงานต้องการค่าจ้างและสภาพชีวิตที่ดีขึ้น
ページ19:
1 ไม่ใช่แรงงานของคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะ 3 แรงงานและมุลค่าส่วนเกิน (Labour & Surplus Value) มุลค่ามาจ่ายแรงงาน (Labour Theory of Value) มูลค่าสินค้า = เวลาทำงานเฉลี่ยทางสังคม (Socially Necessary Labour Time) มูลค่าของสินค้าถูกกำหนดจากเราแรงงานเฉลี่ยที่สังคมใช้ในการผลัง Ricardo มองว่าสินค้ามีมุลค่า เพราะหายาก Marx มองว่า สินค้า - บุคค่าที่มาจากแรงงาน 2) มูลค่าส่วนเกิน (Surplus Value) = กำไรของนายทุน ส่วนต่างระหว่างมูลค่าที่แรงงานได้ บางทีได้รับ = เฉลี่ยทางสังคม เช่น แรงงานทำงาน 8 ชั่วโมง แต่ค่าจ้างที่จ่ายให้จริงๆ ครอบคลุมแค่ 4 ชั่วโมง ส่วนที่เหลืออีก 4 ชั่วโมง คือ มูลค่าส่วนเกิน 3) การขูดรีด (Exploitation) ท ที่นายทุนเอาไป ไม่ใช่เพียงการมองว่า “ผิดศีลธรรม” เท่านั้น แต่ของเป็นกลไกเชิงโครงสร้างของระบบทุนนิยม กฎหมายและสถาบันทางสังคม (Superstructure) ทำให้การชุดรีดเป็นเรื่องปกติ เช่น แรงงานขายแรงงานอย่างสมัครใจ แต่จริง ๆ แล้วแรงงานไม่มีทางเลือก เพราะไม่ครอบครองปัจจัยการผลิต 4) การวิพากษ์ระบบภายในทุนนิยม 1 * ความไม่เท่าเทียมเชิงโครงสร้าง + • ความมั่งคั่งกระจกในนายทุน - อำนาจเศรษฐกิจ = อำนาจการเมือง ความเหลื่อมล้ำเกิดจากการกระจุกตัวของทรัพยากร (ที่ดิน ทุน) เป็นผลผลิตของระบบ * การแปลกแยก (Alienation) • แรงงานถูกแยกออกจากผลผลิต กระบวนการทำงาน มนุษย์คนอื่น และศักยภาพของงาน ทำให้แรงงานรู้สึกไร้อำนาจ (Powerless) และเหินห่าง (Estranged) จากงาน ชุมชน และตัวเอง 6) การปฏิวัติและสังคมใหม่ (Revolution 2 New Society) · ทุนนิยมสร้างเงื่อนไขให้ล้มล้างตัวเอง เมื่อชนชั้นแรงงานเกิด Class Consciousness - ปฏิวัติ Socialism : รัฐควบคุมปัจจัยการผลิต ความมั่งคั่งกระจายเท่าเทียม Communism : สังคมไร้ชนชั่น ไร้รัฐ ผลผลิตเป็นของส่วนรวม 2
ページ20:
ความสำคัญต่อเศรษฐศาสตร์การเมืองไทย * การวิเคราะห์โครงสร้างอำนาจในไทย เปิดมุมมองให้เห็นว่าความเหลื่อมล้ำในไทย ไม่ได้มาจากความขยันหรือความเกียจคร้านของปัจเจก แต่มาจาก โครงสร้างการกระจุกตัว เช่น ที่ดินอยู่ในมือกลุ่มเล็กๆ ขณะที่แรงงานและเกษตรกรจำนวนมาก ต้องวิ่งมาแรงงานรับจ้าง * รัฐ ทุน แรงงาน - ความสัมพันธ์สามเส้าที่เอื้อกลุ่มทุนใหญ่ รัฐที่ออกนโยบายเชื้อกลุ่มทุนใหม่ -นายทุนทีสะสมผลประโยชน์ และครอบงำาเศรษฐกิจ - แรงงานและเกษตรกรที่ถูกกดทับและจำกัดโอกาส ขบวนการแรงงานและนักศึกษา 1 ทศวรรษ 1970 ความคิด Marx มีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวนักศึกษา - กรรมกร เช่น เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 ความคิดเรื่องการกดขี่และการต่อสู้ทางชนชั้น ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง * การพัฒนาไทย = ไม่สมดุล เกษตรกรชนบทถูกผนวกเข้าระบบโลก แต่ไม่ได้รับประโยชน์เท่าทุนเรื่อง * ค่าแรงขั้นต่ำน้อย ขณะที่กำไรบริษัทสุรยาก ตัวอย่างความเหลื่อมล้ำในไทย . · ค่าแรงขั้นต่ำ 336-370 บาท / วัน ไม่สอดคล้องค่าครองชีพ • บรมท ทใหญ่กำไรหลายหมื่นล้านบาท/ปี = สะท้อน Surplus Value การประท้วงค่าแรง = ตัวอย่าง Clas Conflict ★ / * Adam Smith | Ricardo มองเศรษฐกิจในแง่ระบบที่สร้างความมั่งคั่ง ผ่านตลาดเสรี และ การแบ่งงาน * Marx ของเศรษฐกิจคือ ความสัมพันธ์ทางสังคม ในสนามของการต่อสู้ทางชนชั้น
ページ21:
Neoclassical Economics (1870's). เน้นโครงสร้างและอำนาจ สู่การวิเคราะห์พฤติกรรมของปัจเจกชนและใช้คณิตศาสตร์มากขึ้น มองปัจเจกความพอใจ อุปสงค์-อุปทาน การแลกเปลี่ยนในตลาด William Stanley Jevons (UK) - เริ่มนำเสนอแนวคิด Marginal Utility (อรรถประโยชน์ส่วนเพิ่ม) - ย้ายความสนใจจากระบบไปปัจเจกชน - วางรากฐานให้กับเศรษฐศาสตร์กระแสหลักที่ใช้แบบจำลองและคณิตศาสตร์ Carl Menger (Austria) Léon Walras (France)
ページ22:
พัฒนาการแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ = 1) เริ่มจาก Adam Smith ผู้ก่อตั้ง Classic Economy เสรีนิยมคลาสสิก ตลาด - กลไกสร้างความมั่งคั่ง เชื่อในกลไกตลาด Invisible hand ในตลาดจัดสรรทรัพยากรได้เอง และรัฐควรมีบทบาทจำกัด 2) ตามด้วย David Ricardo ขยายเรื่อง Comparative advantage (ความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ) และเตือนเรื่องทรัพยากรจำกัด (Diminishing returns) กฎผลตอบแทนลดลง 3) จากนั้น Karl Marx ได้วิพากษ์ระบบทุนนิยม • การสะสมทุน ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างชนชั้น • วิกฤต เชิงโครงสร้างของทุนนิยม (Overproduction การผลิตมากเกินไป (Underconsumption: การบริโภคน้อยเกินไป) •ตลาดเพียงอย่างเดียวไม่อาจแก้ปัญหาความไม่เป็นธรรม 4) ท้ายสุด คือ Great Depression ภาวะเศรษฐกิจจากต่ำครั้งใหญ่ เป็นวิกฤตที่แสดงให้เห็นถึงปัญหาของระบบทุนนิยม Wall Street Crash (4929) การที่นักลงทุนจำนวนมากเงิน (margin buying) q ง เพื่อลงทุนในนั้นที่ราคาพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ฟองสบู่แตก หุ้นร่วงลงอย่างหนัก มูลค่าทรัพย์สินของครัวเรือนและ บริษัทหายไปมหาศาล ทำให้ผู้คนตื่นตระหนักแต่ถอนเงินจากธนาคาร (bank runs) ทำให้ธนาคารล้มจำนวนมาก วงจรหดตัว (downward spiral) สินเชื่อขาดแคลน ทำให้ธุรกิจขาดเงินทุนต้องปิดกิจการ ส่งผลให้คนตกงาน ผู้บริโภคลดการใช้จ่าย ความต้องการ (demand) ตกต่ำ การผลิตหดตัวต่อเนื่อง 1
ページ23:
★⑤Keynesian Economics (1930's). เกิดจากวิกฤต Great Depression (1928) ตลาดไม่สามารถแก้ปัญหาเองได้ รับต้องเข้ามาแทรกแซงเศรษฐกิจ กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการใช้จ่ายภาครัฐ กระตุ้นการจ้างงาน Keynesianism • การบริโภคและความมั่นใจของประชาชนคือหัวใจ รัฐบาลจอมพลป. พิบูลสงคราม เข้ามาควบคุมเศรษฐกิจหลัง 2475 มีแนวคิดพัฒนาเศรษฐกิจแบบชาตินิยม เช่น การตั้งโรงงานรัฐ John Moynard, Keynes จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ (1983-1946) นักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษ ผู้วางรากฐาน Macroeconomics * ผลสำคัญ : The General Theory of Employment, Interest and Money (1936) * เสนอแนวคิดใหม่ช่วง Great Depression ยังต้องแทรกแซงเศรษฐกิจ มีบทบาทในการออกแบบระบบเศรษฐกิจโลกหลัง War II ก่อตั้ง IMF และ World Bank แนวคิดหลัก keynes 1) เศรษฐกิจถูกขับเคลื่อนด้วยอุปสงค์รวม (Aggregate Demand) ฟ 1 เคนส์เชื่อว่าหัวใจของระบบเศรษฐกิจ คือ อุปสงค์รวม หมายถึง ความต้องการซื้อสินค้าของคนทั้งประเทศ นายปสงค์รวมมากขึ้น - ผลิตมากขึ้น - ทำงานมากขึ้น - เศรษฐกิจเติบโต ถ้าอุปสงค์รวมลดลง - ผลิตน้อยลง - ว่างงานเพิ่ม - วัฏจักรหดตัว ต่อเนื่อง บ 2) บทบาทของรัฐ (Fiscal Policy) + + รัฐควรใช้การใช้จ่าย (Public spending) และการปรับภาษีเป็นเครื่องมือกระตุ้นอุปสงค์ เช่น โครงการก่อสร้าง ช้างงานสาธารณะ 3) Paradox of Thrift (ปริศนาแห่งการออม) การออมส่วนบุคคลเพิ่มขึ้นพร้อมกันทั้งระบบอาจนำไปสู่การขอตัวของอุปสงค์รวม ทำให้เศรษฐกิจแย่ลง แทนที่จะดีขึ้น ถ้าทุกคนประหยัดมากเกินไปพร้อมกัน การบริโภคลดลง เศรษฐกิจชะลอตัว
ページ24:
4) Multiplier Effect (wanagious) . • บ การใช้จ่ายของรัฐ 1 หน่วยสามารถสร้างรายได้หมุนเวียนในเศรษฐกิจได้หลายเท่าผ่านการสร้างงาน รายได้กระทบและการใช้จ่ายต่อเนื่อง กลไกการทำงาน เมื่อภาคเอกชน การลงทุน รับเพิ่มการใช้จ่าย สร้างโครงสร้างพื้นฐาน - จ้างงาน - ผู้ถูกมีรายได้ไปใช้จ่าย - เพิ่มยอดขายให้ธุรกิจท้องถิ่น - ธุรกิจจ้างงาน / ลงทุนเพิ่ม = 339 ฟื้นตัว ตามทฤษฎี multiplier นา 1 ผลกระทบในระดับโลก จาก Great Depression ที่ Keynes พยายามแก้ไข ว่างงานสูงสุด Ex. USA > 25%, Germany - 30% . ~ การค้าระหว่างประเทศหดตัว และนโยบายกีดกันการค้าเพิ่มขึ้น ความไม่มั่นคงทางสังคม นำไปสู่การเพิ่มขึ้นของลัทธิสุดขั้ว และเผด็จการในยุโรป ในบริบทไทย : ราคาสินค้าเกษตรตาก รายได้รัฐลด มีแรงกดดันทางการเมืองคนเป็นเงื่อนไขหนึ่งของ การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ซื้อดี Keynesianism ให้รัฐมีเครื่องมือเชิงนโยบายเพื่อแก้ไขวิกฤตเร่งด่วน (ป้องกันการตกลงอย่างรุนแรงของอุปสงค์) สามารถลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่เพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจระยะยาว และลดความเหลื่อมล้ำได้ สร้างงานและลดความเดือดร้อนของประชาชนในระยะสั้น e 9. ข้อจํากัดและคำวิจารณ์ • หนี้สาธารณะเพิ่ม : การใช้จ่ายมากในระยะยาวเสียงให้หนี้สาธารณะสูง หากไม่มีแหล่งรายได้รองรับ เงินเฟ้อ (Inflation) : หากอัดฉีดมากเกินไป เมื่อเศรษฐกิจใกล้เต็มศักยภาพ อาจเกิดเงินเฟ้อสูง Deficit bias (แรงกดดันเชิงการเมือง) : รัฐอาจถูกกดดันให้อัดฉีดงบประมาณในช่วงปกติ ทำให้ขาดวินัยการคลัง - ไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งหมด เช่น ปัญหาการผลิตที่ล้ำสมัย ความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง หรือปัญหาที่ไม่ได้เกิดจาก Supply side Stagflation (1975) : ปรากฏการณ์เศรษฐกิจชะลอควบคู่กับเงินเฟ้อ ทำให้การรักษาด้วยนโยบายการคลัง การเงินในแบบดั้งเดิมของเคนที่มีข้อจำกัด
ページ25:
ช่วงเวลาของ Keynesianism • ช่วงรุ่งเรือง (1930-1970's) • - กลายเป็นหลักการกระแสหลัก ของ Macroeconomics - ทำให้เกิดรัฐสวัสดิการ และยุคทองของทุนนิยม (Golden Age of Capitalism) การเสื่อมถอย (197o's) เศรษฐกิจโลกเผชิญ Stagflation = เงินเอสูง + การว่างงานสูง พร้อมกันนโยบายการคลังและการใช้จ่ายของรัฐ การเปลี่ยนผ่าน (1980s) สหรัฐฯ (Reagan) และ อังกฤษ (Thatcher) นำแนวคิดเสรีนิยมใหม่ (Neoliberalism) มาใช้ ซึ่งเน้นลดบทบาทรัฐ เปิดเสรีการเงิน การค้า และการลงทุน ช่วงเวลาของ Keynesianism ในไทย 1 • หลัง 2475 : รัฐสมัยใหม่เริ่มบทบาทมากขึ้น ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและวางแผนพัฒนา แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เริ่ม พ.ศ. 2504 ใช้แนวคิดการลงทุนของรัฐเป็นเครื่องมือพัฒนา • วิกฤตเศรษฐกิจ 2540 (ตามกำกุ้ง) : แม้ช่วงแรกนำเสนอนโยบายเสรีนิยมใหม่ แต่เมื่อเกิดวิกฤต รัฐต้องกลับมาใช้งบประมาณ และมาตรการฟื้นฟูแบบเดียวกับแนวคิด Keynesian 4 เช่น การอัดฉีดสภาพคล่อง ฟื้นฟูธนาคาร โครงการจ้างงาน วิกฤต COVID-19 (2563) โครงการคนละครึ่ง เป็นตัวอย่างการจัดจัดอุปสงค์ตามแนวคิดเคนส์
ページ26:
* @ Neoliberalism เสรีนิยมใหม่ (1970's) เสรีนิยมใหม่ คือ การฟื้นคืน ความคิดเสรีนิยมดั้งเดิม (Classical liberalism) แต่ปรับมาเน้นตลาดมากกว่าบทบาทของรัฐ เกิดขึ้นเมื่อระบบเศรษฐกิจแบบเคนส์เซียนเผชิญปัญหา Stagflation ภาวะเงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจชะลอตัว จุดกำเนิดจากความไม่พอใจกับการแทรกแซงของรัฐ . • .. มองว่าตลาดเป็นกลไกที่ดีที่สุดในการจัดการทรัพยากร ขณะที่รัฐควรลดบทบาทลง แก้ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำและเงินเฟ้อในยุค 1970's ยุคหลัง 2520's แปรรูปรัฐวิสาหกิจ เปิดประเทศรับการลงทุนจากต่างชาติ • ยุค IMF 2540 ปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ตามนโยบายเสรีนิยมใหม่ • ความเหลื่อมล้ำกลับมาสูงมาก แต่บทบาทของรัฐถดถอย แนวคิดหลัก 1) ลดบทบาทรัฐ (State downsizing) ลดการใช้จ่ายภาครัฐ ลดการแทรกแซงทางเศรษฐกิจ เพราะมองว่าเอกชนมีประสิทธิภาพกว่า 2) เปิดเสรีทางการค้า การเงินและการลงทุน (Trade & Financial Liberalisation) ลดกำแพงภาษี เปิดตลาดเสรีให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามา 3) การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ (Privatization of SOEs : State own Enterprises) เปลี่ยนกิจการที่รัฐเคยถือครองไปเป็นของเอกชน โดยเชื่อว่าจะทำให้มีประสิทธิภาพมากกว่า 9 W 4) เน้นเสถียรภาพการเงินมากกว่าการจ้างงาน ให้ความสำคัญกับการควบคุมเงินเฟ้อ ดอกเบี้ยนโยบายการเงินมากกว่าการสร้างงานแบบนโยบายเคนส์ การเสื่อมถอยของเคนส์เซียน (Keynesianism) และการเกิดขึ้นของ Neoliberalism * ปัญหาภาวะเงินเฟ้อเรื้อรัง (Persistent Inflation) แต่รัฐบาลยังคงใช้นโยบายกระตุ้นทั้งที่เศรษฐกิจเริ่มชะลอตัวทำเงินเด ตลาดแรงงานแข็งแรงเกินไป : การต่อรองของสหภาพแรงงาน + การันตีค่าจ้างและสวัสดิการสูง ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจลดลง * Oil Crisis วิกฤตน้ำมัน (1973 1979) เกิดจากกลุ่ม OPEC ลดกำลังการผลิตและ และขึ้นราคาน้ำมัน กระทบไทย : ต้นทุนพลังงานนำเข้าสูง เศรษฐกิจนิ่งมาน้ำมันมาก ทำให้เงินเฟ้อรุนแรง ค่าใช้จ่ายประชาชนสูงขึ้น * Third, World Debt Crisis วิกฤตหนี้สินของโลกที่สาม (1982) เริ่มจากประเทศใน ะเทศในลาตินอเมริกา โดยเขมะ Mexico ไม่สามารถชำระหนี้ต่างประเทศ นำไปสู่การขาดสภาพคล่อง กระทบไทย : ดัชนีต่างประเทศสูง ต้องเข้ารับเงื่อนไขการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจาก IMF และ World Bank :
ページ27:
บุคคลสำคัญ 1) Robert Kuttner เสรีนิยมใหม่ถือว่าตลาดสามารถกำกับตัวเองได้ (Self-regulating) รัฐถูกมองว่าไร้ประสิทธิภาพ หรือถูกผลประโยชน์ทางการเมืองครอบงำ การกระจายรายได้ผ่านรัฐถูกตีความว่า เป็นการให้รางวัลแก่ผู้แพ้ และลงโทษผู้ชนะ • แนวคิด จึงสะดวกและเหมาะสมสำหรับชนชั้นนำทางเศรษฐกิจและการเมืองในการผลักดันนโยบาย 2) Margaret Thatcher (มาร์กาเร็ต แธตเชอร์) นายกรัฐมนตรี UK ช่วงปี 1979 - 1990 นโยบายถูกเรียกว่า Thatcherism : . • การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ (Priyatisation) ขายกิจการสาธารณะให้เอกชน ต่อต้านสหภาพแรงงาน โดยเฉพาะกรณีการนัดหยุดงานของคนงานเหมือง (Miners Strike) เปิดเสรีทางการเงิน (Big Bang, 1996) ทำให้ลอนดอนเป็นศูนย์กลางการเงินโลก • ลดสวัสดิการรัฐ เนินการพิมานเอง ! ผลที่ตามมา : เศรษฐกิจอังกฤษ เลิกจาก รัฐสวัสดิการ สู่ตลาดเสรี แต่สังคมแบ่งตัวและความเหลื่อมล้ำสูงขึ้น 3) Ronald Reagan (โรนัลด์ เรแกน) ประธานาธิบดี USA ช่วงปี 1981 – 1989 นโยบายถูกเรียกว่า Reaganomics ลดภาษีขนาดใหญ่ โดยเฉพาะ Supply side economics +ลดบทบาทรัฐ ส งบประมาณสวัสดิการ เพิ่มงบทางทหาร แต่ต้องบสังคม • ผ่อนคลายกฎระเบียบทางการเงินและอุตสาหกรรม ผลที่ตามมา : เศรษฐกิจฟื้นตัว แต่ความเหลื่อมล้ำสูงขึ้น สหภาพแรงงานอ่อนแอ เชื่อมโยงกับ Reaganomics (USA) และ Thatcherism (UK) รูปธรรมของ Neoliberalisin ล มาตรการสำคัญ เช่น การลดภาษี การตัดสวัสดิการ การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ และการต่อต้านสหภาพแรงงาน
ページ28:
การแปรรูปนโยบายพัฒนา (Policy Instruments) ย 1) Structural Adjustment Programmes (SAR) การปรับโครงสร้าง (ยุครัฐบาลพลเอกเปรม) เป็นโครงการที่ DMF (กองทุนการเงินระหว่างประเทศ) และ World Bank นำมาใช้ 1990's เป้าหมาย : ช่วยประเทศกำลังพัฒนาที่ประสบวิกฤตหนี้ หรือ ขาดดุลการเงิน เงื่อนไขการกู้เงิน • ลดการอุดหนุน (subsidy cuts) เช่น ราคาพลังงาน อาหาร • เปิดตลาด (trade liberalisation) ลดกำแพงภาษีและอากัดทางการค้า · การเงินเสรี (financial liberalisation) เปิดให้ทุนต่างชาติเข้ามา - การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ (Privalisation of SOEs) • ปรับค่าเงิน (Currency devaluation) เพื่อส่งเสริมการส่งออก ผลที่ตามมา : ประเทศกำลังพัฒนาต้องปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ตามแนวทาง TMF/ World Bank กำหนด 2.) Washington Consensus ชุดนโยบายเศรษฐกิจที่เกิดจากฉันทามติของ 3 สถาบันที่ตั้งอยู่ Washington DC ได้แก่ IMF / World Bank | กระทรวงการคลัง US Treasury นโยบายหลัก 0 ช่อ 1) รักษาวินัยทางการคลัง (Fiscal discipline) 2) ปรับลำดับความสำคัญการใช้จ่ายสาธารณะ (Reordering public expenditure priorities) เช่น สุขภาพ การศึกษา 3) ปฏิรูปภาษี (tox reform) 4)เปิดเสรีการเงินและการคำ (Financial & trade liberalisation) 5)เปิดเสรีการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI liberalisation) 4) การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ (Privatisation) A 4 1) การลดกฎระเบียบ (Deregulation) 3) คุ้มครองสิทธิในทรัพย์สิน (Property rights) 9) การลดกฎระเบียบ (Derequlation) 10) คุ้มครองสิทธิในทรัพย์สิน (Property rights)
ページ29:
• • . ทุนข้ามชาติ (Transnational Corporations : TNCs) บริษัทที่ดำเนินธุรกิจในหลายประเทศ เช่น Apple, Toyota, Nike, Samsung มีสำนักงา กงานใหญ่ในประเทศหนึ่ง (มักเป็นประเทศพัฒนาแล้ว) แต่มีสาขา โรงงาน / เครือข่ายการผลิตในประเทศอื่น ๆ (โดยเฉพาะประเทศกําลังพัฒนา) บทบาทสำคัญของ TNCS t • ขยายการลงทุน การผลิต และการค้าข้ามพรมแดน - ทำให้เกิดเครือข่ายเศรษฐกิจระดับโลกที่เชื่อมโยงกันทุกภูมิภาค เป็นหัวใจของห่วงโซ่ตุลค่าโลก (Global Value Chains : GVCs) 1 การผลิตสินค้า 1 ชิ้น เช่น iPhone หรือรองเท้า Nike ไม่ได้ทำในประเทศเดียว แต่กระจายกระบวนการผลิตไปทั่วโลก เช่น ออกแบบในสหรัฐฯ ผลิตชิ้นส่วนในจีน ประกอบในเวียดนาม ส่งออกขายทั่วโลก สร้างความเชื่อมโยงระหว่าง Core และ Periphery ในระบบเศรษฐกิจโลก กฎกติกาโลกใหม่ - ยุค Hyper - globalisation - การไหลเวียนของทุน สินค้า และแรงงานอย่างไร้พรมแดน - องค์การการค้าโลก (WTO) และข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) + เอื้อต่อการเติบโตของ TICS INราะลดภาษีและอุปสรรคทางการค้า - เอื้อประโยชน์ต่อทุนข้ามชาติ บ่อนทำลายอำนาจการกำกับดูแลของรัฐ ผู้ได้ประโยชน์ • ประเทศ Core ควบคุมเทคโนโลยี แบรนด์ และกำไรขั้นสุดท้าย นักลงทุนข้ามชาติ ผู้เสียประโยชน์ . ได้ผลตอบแทนสูงจากแรงงานราคาถูกในประเทศกำลังพัฒนา ประเทศ Periphery ต้องฟังมาการผลิตราคาถูก รายได้ต่ำ รัฐสูญเสียอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจ เพราะต้องแข่งขันกันดึงดูดทุนต่างชาติ แรงงานท้องถิ่น ที่อยู่ในระบบค่าแรงต่ำ และขาดสวัสดิการ Trickle-down economics example 1. Nike hires a construction company to build a factory in Vietnam. 2. The construction Company pays for materials and for workers. 3. Workers then spend more in restaurants and on other products. Ex. . แนวคิด Trickle - down economics เศรษฐกิจหยดลง Nike (บริษัทยักษ์จากประเทศ Core) จ้างบริษัทในเวียดนามสร้างโรงงาน บริษัทจ่ายเงินให้แรงงาน แรงงานนำเงินไปใช้จ่ายในท้องถิ่น เศรษฐกิจเติบโตจากบนลงล่าง
ページ30:
กรณีศึกษาไทย : เสรีนิยมใหม่กับการแปรรูปนโยบายพัฒนา * เศรษกิจไทยโตชะลอตัว ดังทศวรรษ 1970'S -ฟังมาการส่งออกสินค้าเกษตร เช่น ข้าว น้ำตาล ยางพารา แต่ราคาสินค้าเกษตรโลกตกต่ำ - ปัญหาขาด บัญชีเดินสะพัด (นำเก่า > ส่งออก) - หนี้ต่างประเทศสูงขึ้น ทำให้ไทยต้องกู้เงินระยะสั้นจากต่างประเทศมากขึ้น - อัตราเงินเฟ้อสูง ค่าเงินบาทแข็งเกินจริง ทศวรรษ 1980's จุดเริ่ม SARs (Structural Adjustment Programmes) รัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ (1980-1988) “ไทยเข้าสู่โครงการปรับโครงสร้าง กับ IMF และธนาคารโลก ลดอุดหนุน เปิดตลาด ปรับค่าเงินบาท เพื่อเป็นต้นทางรัฐตลาด (Market oriented State) หลังปี 1985 เศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวและโตเร็ว 4 1 เกาหลีใต้ ไต้หวัน GDP ไทยเติบโตเกิน 7-8% ต่อปี ก้าวสู่ยุคเสื้อตัวใหญ่แห่งเอเชีย (เสือตัวที่ 5) 4 เสีย แห่งเอเซีย สิงคโปร์ ฮ่องกง * ทศวรรษ 1990's เส้นทาง Washington Consensus >รัฐบาลมลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ (1988-1991) เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า เปิดเสรีการค้าและการลงทุน นามชาติใน เข้ามาในยานยนต์ - อิเล็กทรอนิกส์ - อาหาร - รัฐบาลอานันท์ ปันยารชุน (1991 - 1992) เดินหน้าการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ (โทรคมนาคม พลังงาน การบิน การขนส่ง) - เสรีทางการเงินแห่ง Washington Consensus รัฐบาลชวน หลีกภัย (1992 – 1995) - เปิด Bangkok International Banking Facility (BIBF) - ภาคธุรกิจและชนชั้นกลางเกิดการลงทุนและการบริโภคสูง - เศรษฐกิจของตน (Economic Bubble) : ราคาสินทรัพย์ทั้งหุ้น อสังหาริมทรัพย์ ทองคำ สูงกว่ามูลค่าพื้นฐานจริงอย่างมาก เพราะเกิดจากการเก็งกำไรเกินจริงของผู้ลงทุน รัฐบาลบรรหาร ศิลปอาชา (1995-1996) - การพึ่งเงินทุนต่างชาติสูงสุด เศรษฐกิจโตเร็วแต่เปราะบาง
ページ31:
* วิกฤต 1997 – การโจมตีค่าเงินบาท รัฐบาลพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ (1996-1997) - ไทยตรึงค่าเงินบาทกับดอลลาร์สหรัฐ ประมาณ 25 บาท/ดอลลาร์ (fixed, exchange rate) - เศรษฐกิจพังทลายจากการโจมตีค่าเงินบาท (Currency Attack) - กลุ่มทุนเก็งกำไร (hedge funds) เดิมพันว่าไทยไม่สามารถตรึงค่าเงินบาทกับ ออแกร์ได้ แบงค์ชาติใช้ทุนสำรอง เพื่อปกป้องค่าเงิน เงินบาท แล้วรีบขายออกไป แลก (5) หวังว่าไทยจะหมดทุนสำรอง และถูกบังคับให้ลอยค่า หากบาทอ่อนจริง จะได้กำไรมาก สุดท้ายทุนสำรองร่อยหรอ เงินบาทลอยตัว ร่วงจาก 25 บาท/ดอลลาร์ เป็น 50 บาท/ดอลลาร์ ~ หนี้ต่างประเทศ กู้เป็นดอกตร์พุ่งสูงทันที - บริษัทจํานวนมากล้มละลาย - - GDP ติดลบ เกือบ 10% รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย * หลังวิกฤต 1997 - ยุค TMF Programme - ไทยต้องทำข้อตกลงกู้เงินกับ TMF (17,200 ล้านดอลลาร์) - เงื่อนไข TMF: รัดเข็มขัดทางการคลัง (Austerity) ปฏิรูประบบการเงิน การธนาคารเร่งการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ - เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง รัฐบาลชวลิต ออก ชวน หลีกภัย กลับมาเป็นนายก (1997-2001) ต่อมา ทักษิณ ชินวัตร (2001 - 2006) หันมาใช้นโยบายรัฐพัฒนาเชิงรุก (Developmental State 2.0) เช่น 30 บาทรักษาทุกโรค กองทุนหมู่บ้าน เพื่อกู้ศรัทธาประชาชน แนวคิดทางเลือกของเศรษฐศาสตร์การเมือง (Alternative Political Economy) วาทกรรมจากตะวันตก 9 โลกที่ด้อยพัฒนา โลกพัฒนาแล้ว โลกกำลังมฒนา / ยยพัฒนา - หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ตะวันตก (สหรัฐฯ ยุโรป) สร้างวาทกรรมเพื่อแบ่งโลก แนวคิดนี้สะท้อนผ่านทฤษฎีความทันสมัย (Modernization Theory) ที่เชื่อว่าทุกประเทศต้องเดินตาม เส้นทางตะวันตก เพื่อให้ทันสมัยและการพัฒนาถูกตีความว่า = การเงิบโตทางเศรษฐกิจ (Economic Growth) การใช้คำว่า Third World Underdeveloped, Developing เป็นเครื่องมือเชิงอำนาจ (Discourse of Power) เพื่อทำให้ตะวันตกมีบทบาทผู้นำ และประเทศอื่นเป็นผู้ม ทำให้เกิดการนิยาม ความเจริญในแบบเดี่ยว (ตะวันยากเป็นศูนย์กลาง) และลดทอนความหลากหลาย ของเส้นทางการพัฒนาในแต่ละภูมิภาค - ง วาทกรรมนี้มีรากในเศรษฐศาสตร์การเมืองแบบทุนนิยมโลก (Global Capitalism) ที่มองโลกผ่าน ความสัมพันธ์ของอำนาจ เกรษฐกิจ และสถาบันระหว่างประเทศ - World Bank TMF, UNDP ใช้ภาษาช่วยเหลือการพัฒนา เพื่อกำหนดเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ การกู้เงิน และนโยบายรัฐ เป็นการลบท ด านาจเชิงโครงสร้างของตะวันตก (Structural foyer) - การศึกษาทางเศรษฐศาสตร์การเมือง จึงมองว่า วาทกรรมการพัฒนาเป็นเครื่องมือของอำนาจที่ กำหนดทิศทางของการพัฒนาการผลประโยชน์ของประเทศศูนย์กลาง
ページ32:
Post - Development • Arture Escobar Gustavo Esteva, และ Wolfgang Sachs วิจารณ์ว่าการพัฒนาเป็นวาทกรรม ที่เกิดจากตะวันตก เพื่อสร้างภาพโลกที่ด้อยพัฒนา ทำให้ประเทศโลกได้ถูกจัดลำดับและต้องเดินตาม แบบอุตสาหกรรมตะวันตก 1 • มุมมองเศรษฐศาสตร์การเมือง วิพากษ์การพัฒนาว่าเป็นโครงสร้างอำนาจเชิงวาทกรรมที่รายวันหากใช้ควบคุม Third, Jord การพัฒนาเป็นโครงการอาณานิคมเชิงความรู้ (Coloniality of knowledge) ที่กำหนดว่าชาติใดเจริญหรือลำหลัง เสนอให้เกิดอำนาจนิยามใหม่ ผ่านความรู้และวัฒนธรรมท้องถิ่น เลนส์ให้กลับมามองชีวิตที่เพียงพอผ่านวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น มองการพัฒนาในฐานะกระบวนการทางสังคม การเมืองมากกว่าตัวเลขทางเศรษฐกิจ แนวคิดนี้ต่อยอดจาก Foucault และ Said ในการวิพากษ์อำนาจเชิงความรู้ (Power / Knowledge) Buen Vivir (เอกวาดอร์ (โบลิเวีย) มาจากภูมิปัญญาของชนพื้นเมืองแถบแอนดีส (Andean Indigenous Knowledge) แปลว่า การอยู่ร่วมกันอย่างดี (Living well) เน้นความสมดุลระหว่างมนุษย์ ธรรมชาติ และชุมชน ถูกบรรจุในรัฐธรรมนูญเอกวาดอร์ และโบลิเวีย (ปลายทศวรรษ 2000) * ลักษณะ fost-Development มากษ์แนวคิดการเติบโตทางเศรษฐกิจแบบตะวันตก เสนอแนวคิดใหม่ของความมั่งคั่งที่ไม่ได้วัดจาก GDP แต่จากความกลมกลืนของชีวิตให้สิทธิแก่ ธรรมชาติ (Rights of Nature) และชุมชนท้องถิ่น *เศรษฐศาสตร์การเมืองความสัมพันธ์กับธรรมชาติ โดยต่อต้านการสะสมทุนผ่านการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างเกินขอบเขต เป็นการท้าทายค้านาย รัฐและบริษัท ามชาติในภาคเหมืองและพลังงาน กรณีแม่แจ่ม (เชียงใหม่ ประเทศไทย) . • พื้นที่ภูเขาสูง มีการปลูกพืชเชิงเดี่ยว เช่น ข้าวโพด รัฐพยายามออกนโยบายจัดการป่าและพื้นที่ต้นน้ำ เพื่ออนุรักษ์ ชาวบ้านมองว่าถูกจำกัดสิทธิในการทำกัน ทั้งที่มีภูมิปัญญาการจัดการป่ามานาน . ลักษณะ Post-Development แสดงให้เห็นการต่อรองระหว่างความรู้ชาวบ้านกับนโยบายของรัฐ •ชุมชนพัฒนาแนวคิดแม่แจ่มโมเดล เพื่อสร้างสมดุลระหว่างป่า - เกษตร - ชีวิต • ใช้ความรู้ท้องถิ่น ผสานกับองค์ความรู้ใหม่ เช่น การปลูกพืชทางเลือก และเกษตรยั่งยืน * เศรษฐศาสตร์การเมืองความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างรัฐ ทุน - ชุมชน • รัฐต้องการอนุรักษ์ทุนผลักดันการผลิตเชิงพาณิชย์ . • ชุมชนพยายามรักษาความมั่นคงของชีวิตและอัตลักษณ์วัฒนธรรม RESPETEN NUESTRO DERECHOS ESNO DEFENDAMOS NUESTRA BIODIVERSIDAD YLA VIDA
ページ33:
. - การพัฒนาแบบพึ่งตนเอง (Self-Reliant Development) เป็นแนวคิดที่เกิดขึ้นเพื่อตอบโต้ระบบเศรษฐกิจโลกที่สร้างการจึงจงและความไม่เท่าเทียมเชิงโครงสร้าง - เน้นการใช้ทรัพยากรในท้องถิ่น การพัฒนาโดยชุมชน และการตัดสินใจร่วมของคนในพื้นที่ แนวคิดนี้มองอำนาจรัฐ - อาดาด - สังคมในฐานะความสัมพันธ์ที่ควรสร้างสมดุลใหม่โตกลับต่ออำนาจของตลาด และรัฐส่วนกลาง โดยเสนอให้ชุมชนมีอำนาจrlesss (Bargaining Power) ในการจัดการทรัพยากร ผลผลิต และการตัดสินใจ เกี่ยวกับชีวิตของตนเอง - เป็นการสร้างอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองของประชาชน เพื่อให้รัฐและทุนต้องตอบสนองต่อความต้องก เป็นการสร้างระบบเศรษฐกิจแบบมนศูนย์ (Polycentric Economy) ที่อำนาจการผลิตและการกระจายพยากร ถูกกระจายมากกว่าถูกผูกขาด 1 1 มอง รัฐ ว่าเป็นทั้งผู้กำหนดกติกา และผู้ถืออำนาจควบคุมทรัพยากร • มอง ตลาด ว่า เป็นกลไกขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์ของทุน ต้องถูกตรวจสอบ ใช้ทรัพยากรร่วม • มอง ชุมชน ว่าเป็นหน่วยทางเศรษฐกิจ การเมืองที่สามารถต่อรอง สร้างนโยบายทางเลือกและควบคุมการใช้ทรั . เศรษฐกิจพอเพียงของไทย แก่นหลัก : ความพอประมาณ มีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกัน โดยมีความรู้ และคุณธรรม เป็นเงื่อนไขพื้นฐาน • แนวคิดนี้ มาก การพัฒนาแบบพึ่งมาศาล โลกที่ทำให้สังคมไทยเปราะบาง วิกฤตมยำกุ้ง (1997) • ในเชิงเศรษฐศาสตร์การเมือง เศรษฐกิจพอเพียงเสนอทางสายกลางที่ไม่ปฏิเสธตลาด แต่ลดการครอบงำของ ระบบทุนนิยมโลกและสร้างอำนาจต่อรองให้กับท้องถิ่น • ในระดับชุมชนเกษตรกรสามารถผลิตเพื่อบริโภคเองก่อนจำหน่ายส่วนเกินและร่วมมือกันผ่านเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน เศรษฐกิจพอเพียงเป็นการเมืองของการต้านทาน (Politics of resistance) theอิทธิพลของทุนนิยม โดยใช้หลักคุณธรรม วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นเครื่องมือ กรณีขบวนการ Zapotista ใน Mexico . • ขบวนการ Zapatistia Armory of National Liberation (EZLN) ในรัฐเซียส (Chianus) ประเทศเม็กซิโก เป็นการพัฒนาแบบพึ่งตนเองในมิติทางการเมืองและเศรษฐกิจ ชาวพื้นเมืองได้ลุกขึ้น งานตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (NAFTA)ในปี 1994 เพราะเห็นว่าเป็นระบบที่ทำลายเศรษฐกิจชุมชนและวัฒนธรรมท้องถิ่น • Zopolista จัดตั้งเขตปกครองตนเอง (Autonomous Municipalities) บริหารโดยชุมชนเอง ภายใต้หลัก Mandar Obedeciendo ผู้นำต้องปกครองโดยฟังเสียงประชาชน ระบบเศรษฐกิจ เน้นการผลิตเพื่อยังชีพ การแลกเปลี่ยนระหว่างชุมชน และการร่วมมือแบบแผนรายโดยไม่ขึ้นกับทุนหรือตลาดโลก EZUN ZLV
ページ34:
Degrowth การลดการเติบโตเพื่อคุณภาพชีวิต นักคิดสำคัญ : Serge Lotouche, Giorgos Kallis แนวคิดหลัก การเติบโตทางเศรษฐกิจ = ความเป็นอยู่ที่ดี สังคมทุนนิยมผลิตและบริโภคเกินขอบเขตทางนิเวศ .. Serge Latouche Giorgos Kallis เลน การลด (de-) ทั้งการผลิตและการบริโภค เพื่อคืนสมดุลกับธรรมชาติ • ท้าทาย hegemony ของทุนนิยมโลก ที่ยึด growth imperative เป็นศูนย์กลาง เน้น ecological justice ความยุติธรรมต่อสิ่งแวดล้อม และคนรุ่นต่อไป • เปลี่ยนจากการขยายอำนาจทุน เป็นการจำกัดอำนาจทุน เพื่อความยั่งยืน เช่น นโยบายสด งโมงการทำงาน ระบบเศรษฐกิจแบ่งปัน (Sharing Economy) เมืองสีเขียว เช่น Barcelona และ Amsterdam BCG Economy (Bio-Circular-Green Economy) เป็นนโยบายเศรษฐกิจหลักของไทยภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี มีเป้าหมายเพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน โดยใช้ทรัพยากรชีวภาพ (Bio), เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular), สิ่งแวดล้อม (Green) * ลักษณะเชิง Degrowth : ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ของเสีย และใช้พลังงานสะอาด เน้นการเติบโตเชิงคุณภาพมากกว่าปริมาณ มีมิติของการลดการบริโภคเกินจำเป็นและ การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ * กรอบเศรษฐกิจทุนนิยมสีเขียว (Green Capitalism) เน้น Sustainable Growth > Degrowth ใช้ตัวชี้วัดเดิม เช่น GDP มูลค่าการส่งออก การลงทุนภาคเอกชน สะท้อนความพยายามในการทําให้การเติบโตยั่งยืน การเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของการเติบโต
ページ35:
ความเหลื่ยมเชิงพื้นที่ * Space (พื้นที่/พื้นที่ทางโครงสร้าง) อำนาจเชิงโครงสร้าง (รัฐทุน) พื้นที่ที่ถูกสร้างโดยระบบเศรษฐกิจ-การเมือง ถูกกำหนดและออกแบบเพื่อเป้าหมายทางเศรษฐกิจ •สนามเชิงอำนาจและการต่อรองระหว่างรัฐ ทุน และชุมชน • เช่น เขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economics Zone : SEZ), เมืองใหม่, พื้นที่อุตสาหกรรม พื้นที่ชายแดน การควบคุม Space - การควบคุมทรัพยากร: ที่ดิน น้ำ พลังงาน แรงงาน • สะท้อนโครงสร้างอำนาจที่ไม่เท่าเทียง = • การพัฒนามักเป็นการจัดการ space เช่น ตั้งนิคม โรงงาน เมืองใหม่ นักคิดสำคัญ * Henri Lefebvre : พื้นที่คือสิ่งที่ถูกผลิตขึ้น (Production of Space) * David Harvey : ใครควบคุมพื้นที่ – ควบคุมทรัพยากร และ อำนาจทางสังคม (The Limits to Capital, Spaces of Capital) มองว่า พื้นที่ไม่ได้มีอยู่โดยธรรมชาติ แต่เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น (Socially Produced) จากความสัมพันธ์ของมนุษย์ * Place (สถานที่ทางสังคมและอัตลักษณ์) อำนาจของชีวิตประจำวัน (ผู้คน ชุมชน) พื้นที่ที่มีความหมายสำหรับผู้คน เป็นพื้นที่ชีวิต ประสบการณ์ ความผูกพัน • มีความหมายทางสังคม วัฒนธรรม, อารมณ เกิดจากการใช้ชีวิตของคนในพื้นที่ เช่น หมู่บ้าน ชุมชนตลาดเก่า เมืองเก่าที่มีประวัติศาสตร์ ผูกพันกับสิทธิ ความทรงจำ และอัตลักษณ์ของผู้คน การปกป้องพื้นที่ของชุมชน คือ การปกป้อง Place ขณะที่ชุมชนพยายามรักษา place เช่น สิทธิทำกิน ความทรงจำ สภาพกายภาพ d * การเปลี่ยน Space เป็น Place มักเกิดจากการต่อสู้ เช่น ชุมชนเรียกร้องสิทธิที่ดิน หรือ ปาก โองพื้นที่สีเดียว ตัวอย่างในบริบทไทย 1) โครงการ EEC (Eastern Economic Corridor) รัฐและทุนขยาย Space เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ แต่ชุมชนประมง / เกษตร ต้องการรักษา place ของตน เกิดความขัดแย้ง เทในที่ดิน วิถีชีวิต 2) เมืองเก่ารัตนโกสินทร์ การจัดระเบียบพื้นที่เพื่อท่องเที่ยว ทำให้ Place เดิมของชุมชนถูกลบ เช่น วัฒนธรรม ตลาดเก่า 3) ภาคเหนือ-อีสาน การสร้างเขื่อน ถนน นิคมอุตสาหกรรม ทำให้พื้นที่ชุมชนกลายเป็น Space of Control ของรัฐ ทุน
ページ36:
*ความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ (Spatial Inequality) เมื่อรัฐ ทนออกแบบ Space เมื่อเศรษฐกิจ แต่มองข้าม Place ของคนในท้องถิ่น เกิดความเหลื่อมล้ำ สาเหตุสำคัญ 1) การลงทุนและทรัพยากรรัฐกระจุกตัว 1+ รัฐ- ขุนมุ่งพัฒนาเฉพาะบางพื้นที่ เมืองใหญ่ เมืองอุตสาหกรรม เขตเศรษฐกิจพิเศษทำให้พื้นที่อื่นถูกละเลย) พื้นที่ของผู้คน (Place) เช่น หมู่บ้านเกษตร ชุมชนท้องถิ่น เรื่องเล็ก ไม่ได้รับงบประมาณหรือการพัฒนาอย่างเท่าเทียม เกิดความเหลื่อมล้ำ และความรู้สึกถูกทำให้เป็นชายชอบ 2) Core - Periphery 2 Dependency ความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างพื้นที่ = * กรุงเทพฯ - Core ได้รับการลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน บริการรัฐครบถ้วน * ภาคอีสาน = Periphery เป็นพื้นที่ที่พึ่งมาทางเศรษฐกิจ ถูกดึงแรงงานและทรัพยากรไปยังศูนย์กลาง • เกิดความสัมพันธ์แบบพึ่งมา (Dependency) ชายขอบถูกดึงทรัพยากรไปหล่อเลี้ยงศูนย์กลาง 3.) แนวคิดของ Harvey .. . ทุนต้องขยายพื้นที่ใหม่ เพื่อแก้ปัญหาสะสมเกิน (Overaccumulation) ระบบทุนนิยมจึงสร้าง Space ใหม่ เช่น เขตอุตสาหกรรม เมืองใหม่ โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ การสร้าง Space ใหม่กลายเป็นเครื่องมือผลิตความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ พืนทีไม่เปนกลาง แต่เป็นผลผลิตของอำนาจและการต่อรอง * ความยากจนเชิงโครงสร้าง (Structural Poverty) การจัดสรรทรัพยากรไม่เดียง • อำนาจรัฐ-น-สังคมเราถึงการศึกษา สวัสดิการ สุขวาง และโอกาสทางเศรษฐกิจต่างกัน ทำให้บางกลุ่มติดอยู่ในระบบที่เอื้อให้คนมีทุนเต็มได้เปรียบ ผลลัพธ์เกิดวงจรของความยากจน (Poverty Trap) และคนจนไม่สามารถหลุดพ้นได้ • เกษตรกรไม่มีที่ดิน → เช่าที่ → รายได้ต่ำ - อพยพเข้าเมือง - ทำงานนอกระบบไม่มีสวัสดิการ d ปวย+เสียเงินรัก + ยากจน อเมือง + d + • แรงงานหญิงในอุตสาหกรรม - ค่าแรงต่ำ-วาระครัวเรือนสูง ไม่มีโอกาสพัฒนาตาม ความยากจนการร *** 1 1 จากความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที→ ความยากจนเชิงโครงสร้าง 1+ ความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ : การกระจุกตัวของโอกาสและทรัพยากรในศูนย์กลาง ทำให้พื้นที่ชายชอบขาดโอกาส นำไปสู่ความยากจนที่ส่งต่อรุ่น รุ่น (Generational Poverty) ความยากจนเชิงโครงสร้าง: ความยากจนที่เกิดจากระบบเศรษฐกิจ สังคม การเมืองที่ไม่เท่าเทียม ทำให้คนบางกลุ่มติดอยู่ในวงจรความยากจน
ページ37:
A Question ? * ทำไมบางพื้นที่พัฒนาเร็วกว่าอีกพื้นที่ใ เพราะการกระจายทรัพยากรและโครงสร้างพื้นฐานไม่เท่ากัน เช่น ถนน ไฟฟ้า การศึกษา รัฐให้ความสำคัญกับบางพื้นที่มากกว่า เช่น เมืองหลวงหรือเขตอุตสาหกรรม • การลงทุนของเอกชนมักไหลเข้าสู่พื้นที่ที่มีผลตอบแทนสูง และความเสี่ยงต่ำ • โครงสร้างอำนาจและนโยบายรัฐมักเอื้อต่อกลุ่มทุนในเมือง ความแตกต่างด้านทุนทางสังคมและทุนมนุษย์ เช่น การศึกษา เครือข่ายทางสังคม * ใครได้ประโยชน์จากทรัพยากรของชาติ .. . • กลุ่มทุนเอกชนที่มีอำนาจในการเข้าถึงสัมปทาน และนโยบายของรัฐ ข้าราชการและนักการเมืองบางกลุ่มที่มีผลประโยชน์ร่วมกับภาคทุน ชุมชนท้องถิ่นมักได้ประโยชน์น้อย หรือได้รับผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสังคม ผู้บริโภคในเมืองอาจได้ผลประโยชน์ทางอ้อม จากราคาสินค้าที่ถูกลง แต่ไม่เท่ากับผู้ถือทุน * ความยากจนในไทย เป็นปัญหาเศรษฐกิจ หรือ พัฒนาเชิงโครงสร้าง ใ เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างมากกว่า เพราะเกี่ยวข้องกับความเหลื่อมล้ำทางอำนาจ การเข้าถึงทรัพยากร และระบบเศรษฐกิจที่ไม่เท่าเทียม ระบบภาษีและสวัสดิการยังไม่กระจายรายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ระบบที่ดินและแรงงาน ทําให้คนจนไม่สามารถสร้างโอกาสใหม่ได้ ปัญหาเศรษฐกิจ เช่น ราคาสินค้า การว่างงาน เป็นผลลัม ของโครงสร้างที่ไม่ธรรม * เราจะเข้าใจความเหลื่อมล้ำผ่านเศรษฐศาสตร์การเมืองได้อย่างไร ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างเศรษฐกิจกับอำนาจทางการเมือง . ? • วิเคราะห์ว่า ใครได้อะไร จากใคร และทำไม (Who gets what, when and how) มองระบบเศรษฐกิจเป็นพื้นที่ของความขัดแย้งระหว่างชนชั้นและกลุ่มผลประโยชน์ ใช้แนวคิด Mars หรือ Keynes เพื่ออธิบายกลไกการสะสมทุนและผลกระทบต่อความเหลื่อมล้ำ เห็นว่าเศรษฐกิจไม่ได้เป็นกลไกตลาดเท่านั้น แต่เป็นผลจากโครงสร้างอำนาจและสถาบันทางสังคม
ページ38:
ทราบเกรในมุมเศรษฐกิจการเมือง ทรัพยากร = พื้นที่ของการต่อสู้เรื่องอำนาจ ระหว่าง รัฐ ทุน และชุมชน (ใครควบคุมทรัพยากร คนนั้นคุมอำนาจ) ผู้ที่ควบคุมทรัพยากร จะกำหนดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม * อำนาจแฝงอยู่ในโครงสร้างเศรษฐกิจ เช่น นโยบายรัฐ การลงทุน การจัดสรรงบประมาณ รัฐกำหนดนโยบาย ทุนต้องการกำไร ชุมชนต้องการสิทธิ์ในการดำรงชีวิต อุดมการณ์ทางเศรษฐกิจ . 1de +- • ทุนนิยม → ทรัพยากรเป็นสินค้าเพื่อผลิต คำกำไร • เสรีนิยม → สนับสนุนตลาดเสรี การเปิดประเทศ • อนุรักษ์นิยม - เน้นดูแลทรัพยากรอย่างยั่งยืน การจัดการทรัพยากรในฐานะพื้นที่ของอำนาจ รัฐ : มองทรัพยากรเป็นปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ (รัฐต้องการพัฒนา) อาจผลักดันนโยบายที่เอื้อต่อโครงการลงทุน ขนาดใหญ่ + ข รัฐ/ทุน = เพื่อเศรษฐกิจ ชุมชน = เพื่อการดำรงชีวิต = ที่ดิน น้ำ ป่า แ→ ในทุนสำคัญที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ (ฐานเศรษฐกิจของประเทศ) ทุน : มองทรัพยากร เป็นปัจจัยการผลิต (ทุนต้องการกำไร) ต้องการเข้าถึงทรัพยากรให้มากที่สุด เป้าหมายคือกำไรสูงสุด ชุมชน : มองทรัพยากรเป็นฐานชีวิต ผูกโยงกับวิถีวัฒนธรรมและความมั่นคงของท้องถิ่น ต้องการสิทธิ์ในการจัดการงานเอง (ชุมชนต้องการความมั่นคง (วิถีชีวิต) ความขัดแย้งหลัก • ตรรกะตาลาย (กำไร-การเมโต) vs ตรรกะการดำรงชีวิต (ความมั่นคง - สิทธิชุมชน) • กฎหมาย - นโยบายของรัฐมักเอื้อนายทุน - ชุมชนเสียสิทธิ ปัญหาที่ดิน = ผลผลิตของความยากจนเชิงโครงสร้าง ที่ดิน คือ ทรัพยากรพื้นฐานของการพัฒนา ใครถือครองมากก็มีอำนาจควบคุมการผลิต การกระจกตัวของที่ดิน = รากของความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่และความยากจนเชิงโครงสร้าง การปฏิรูปที่ดิน คือ การเพิ่มโอกาส เดอำนาจเจ้าที่ดิน สร้างฐานเศรษฐกิจที่เป็นธรรม
ページ39:
กรณีศึกษาเปรียบเทียบ * ญี่ปุ่น : การปฏิรูปที่ดินครั้งใหญ่ (Land Reform 1947 - 1950) (หลังสงครามโลกครั้งที่ 2) รัฐซื้อที่ดินจากเจ้าที่ดินรายใหญ่ (landlords) แล้วขายต่อให้ชาวนาในราคาทุกให้กรรมสิทธิ์แท้จริงแก่ชาวนา สร้างระบบสหกรณ์ เงินทุน และคุ้มครองเกษตรกร ผลลัพธ์: เกษตรกรมีที่ดินจริง รายได้เพิ่ม อุตสาหกรรมเกษตรโต ความเหลื่อมล้ำลดลง ช่วยสร้างฐานทุนของประเทศให้เข้มแข็ง * คาซิล: การรวมศูนย์ที่ดิน = ความเหลื่อมล้ำเรื้อรัง . • ระบบ Latifundia เต๋าที่ดินรายใหญ่ครองที่ดินสืบทอดจากยุคอาณานิคม มีแรงงานไร้ที่ดินจำนวนมาก Landless workers) เกิดความขัดแย้งรุนแรงระหว่างเจ้าที่ดิน - แรงงาน - การกระจุกตัว ทำให้เกิดสลัมขนาดใหญ่ (favelos) - ความยากจน โจรกรรม ย้ายถิ่นฐานสูง เกิดขบวนการ MST ขบวนการคนไร้ ค้น) เรียกร้อง ที่ดินเพื่อชีวิต * สิงคโปร์ : รัฐใช้ที่ดินเป็นเครื่องมือสร้างรัฐสมัยใหม่ ออกกฎหมาย Land Acquisition Act (1966) ซื้อที่ดินราคาถูก เพื่อนำไปพัฒนา รัฐถือครองที่ดินกว่า 807 พัฒนาโครงการ HD (Housing & Development Board) ให้ประชาชนเช่าระยะยาว 39 ปี ใช้ที่ดินเมื่อพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ผลลัพธ์: ความเหลื่อมล้ำด้านที่อยู่อาศัย เมืองเติบโตอย่างเป็นระบบ แต่ประชาชนมีสิทธิต่อรอง เรื่องที่ดินน้อยมาก เพราะรัฐถือครองแทบทั้งหมด * ไทย : การปฏิรูปที่ดินที่ไม่เคยปฏิรูปจริง • รัฐพูดเรื่องปฏิรูปที่ดินมาตั้งแต่ทศวรรษ 1970 โดยมีการสั่งสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อ เกษตรกรรม (ส.ป.ก.) แต่ที่ดินส่วนใหญ่ยังอยู่ในมือรัฐหรือทุน + ป่าสงวน / ที่ราชพัสดุ / ที่ดินรัฐ - ชาวบ้านใช้ประโยชน์ไม่ได้ เงาของที่ดิน10% ถือครองที่ดิน 60-70 % ของประเทศ เกษตรกรกว่า 40% ไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง ผลลัพธ์ : เกิดชนชั้น คนไม่มีที่ดิน ชาวนาทำกินบนพื้นที่รัฐโดยไม่มีสิทธิ เสี่ยงถูกได้ ความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างไม่ลดลง การเคลื่อนไหว เช่น สมัชชาคนจน / เครือข่ายเกษตรกรภาคอีสาน เรียกร้องสิท ในทรัพยากร + * ประเทศที่ปฏิรูปที่ดินจริง → ญี่ปุ่น สิงคโปร์ - ลดความเหลื่อมล้ำได้ * ประเทศที่ไม่ปฏิรูปจริง → ไทย ยดเช็ด + ความเหลื่อมล้ำรุนแรง เนื่อง ปลาซิล
ページ40:
การใช้ทรัพยากรในฐานะกุน 2 * นา-เดือน รัฐมักจัดการน้ำ เพื่อการผลิต เช่น เขื่อนเพื่อชลประทาน ไฟฟ้า ผลกระทบต่อชุมชน : สูญเสียที่ดินทำนา วิถีชีวิตเปลี่ยน ระบบนิเทศล่มสลาย • ผลประโยชน์เช่ากลุ่มทุนเกษตร - อุตสาหกรรมมากกว่าชาวบ้าน * ป่าไม้ . • มองว่าเป็นทุน เช่น ปลุกป่าพาณิชย์ รัฐใช้นโยบายอุทยาน เขตอนุรักษ์ เพื่อควบคุมพื้นที่ ชุมชนเดิม ถูกกล่าวหาว่าบุกรุก ทั้งที่อยู่มาก่อน * พลังงาน-เหมือง-โรงไฟฟ้า โครงการพลังงานใหญ่ เช่น โรงไฟฟ้า เหลืองทอง เหมืองโปแตช • รัฐอ้างพัฒนาเศรษฐกิจ แต่ผลเสีย คือ น้ำเสีย มลพิษ ตกกับชุมชน ชุมชนมักไม่มีเสี่ยงตัดสินใจในโครงการ เมื่อทรัพยากรทุกแปลงเป็นทุน 1 1 SAVE กรเรียง พลอย ผลที่เกิดขึ้น : การกระจายผลประโยชน์ไม่เท่าเทียม เกิดความขัดแย้งรัฐ ทุน- ชุมชน คนท้องถิ่นถูกลดสิทธิ์ในการเข้าถึงทรัพยากร ชุมชนถูกผลักออกจากพื้นที่เพื่อเปิดทางการลงทุน อำนาจของรัฐ 0 .. •รัฐกำหนดว่าใครเข้าถึงทรัพยากรได้ ผ่านกฎหมายและนโยบาย เช่น พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ร.บ.แร่ • อ้างว่าเพื่อประโยชน์ของชาติ หรือ การอนุรักษ์ แต่ในความจริงการตัดสินใจมักถูกกำหนดโดยส่วนกลาง หรือกลุ่มทุนที่มีสิทธิ์พล ผลลัพธ์ : ชุมชนมีบทบาทน้อยที่สุดในพื้นที่ที่เป็นของาน 199 อำนาจ2ดทุน . ทุนมีบทบาทกำหนดทิศทางการใช้ทรัพยากรในระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่ ได้สัมปทานยาว เช่น เหมือง ท่าเรือ นิคมอุตสาหกรรม ใช้อำนาจทางเทคโนโลยี – เศรษฐกิจ การเมือง เพื่อควบคุมทรัพยากร • ชุมชนได้รับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และการย้ายถิ่น
ページ41:
. การต่อรองเชิงอำนาจของชุมชน • • ชุมชนท้องถิ่นจึงมาทรัพยากรในการดำรงชีวิต เช่น น้ำ ป่า ที่ดิน แต่ในโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ชุมชนมักขาดอำนาจทางกฎหมาย - การเมือง ถูกจำกัดสิทธิ์ในการจัดการทรัพยากรของตนเอง แม้ชุมชนจะลุกขึ้นมาต่อสู้ เช่น คดีเถื่อน, เหมือง โรงไฟฟ้า แต่กฎหมายผักไม่เอื้อ เกิดการต่อสู้ เรื่องสิทธิ์ พื้นที่ สิ่งแวดล้อม เช่น กรณี Stop EHIA Maewong กลุ่มอนุรักษ์มาชุมชนเรียกร้องสิทธิในการจัดการป่า ตามพ.ร.บ.ป่าชุมชน 2562 เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกต่อสู้เรื่องราคา พอล การเข้าถึงทรัพยากร ที่ดินกับการพัฒนาไม่เท่าเทียม • ไทยมีปัญหารุนแรง: คนเพียง 10 % ถือครองที่ดินเกิน 60% ของประเทศ เกษตรกรจำนวนมากไม่มีที่ดินของงาน ต้องเช่าหรือบุกรุกที่ดินรัฐ ที่ดินถูกใช้ดึงดูดทุน เช่น ถนน เขื่อน โรงงาน - ชุมชนกลับถูกย้ายออก STOP\!!, EHIA Q Maewong David Harvey เรียกสิ่งนี้ว่า “การสะสมโดยการกีดกัน” (Accumulation by Dispossession) การขยายเศรษฐกิจโดยยึดทรัพยากรจากผู้อื่นเพื่อให้ทุนเติบโต นโยบายมลังงานใหม่ = รูปแบบทุนใหม่ ที่เชื่องโยงกับรัฐ • แม้พลังงานหมุนเวียนดูสะอาด แต่ในทางปฏิบัติใช้โมเดล PPA และ Feed-in Tariff รับซื้อไปที่เอื้อทุน โซลาร์ฟาร์ม ชีวมวล หรืออย สักถูกควบคุมโดยทุนใหญ่ • พลังงานสะอาด = โครงสร้างอำนาจเดิม เยี่ยมเปลี่ยนประเภทพลังงาน พลังงานในฐานะโครงสร้าง - ศูนย์กลาง (รัฐ) ทุน) : คุณเทคโนโลยี เงินทุน นโยบาย * ชุมชน (ชายขอบ) : กลายเป็นผู้รับผลกระทบมากกว่าได้ผลประโยชน์ แนวคิดความเป็นธรรมทางทรัพยากร (Resource Justice) เป็นแนวคิดที่พยายามแก้ปัญหาอำนาจไม่เท่าเทียม โดยเน้น 1) สิทธิในการเล่าถึง และใช้ทรัพยากรอย่างเท่าเทียม 2) การมีส่วนร่วมของชุมชนในการตัดสินใจ 3) การกระจายผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม ตก ด-ใช้-ขาย สู่การบริหารจัดการร่วม อดีตคือ การมองทรัพยากร เป็นสิ่งที่ต้องนำออกมาใช้ให้เกิดมูลค่า เช่น ไม้น้ำ เหมือง - ปัจจุบัน มีการขยับไปสู่ Resource Governance การจัดการที่ให้ชุมชนมีส่วนร่วมจริง เน้นความยั่งยืนมากกว่าผลประโยชน์ ชุมชนมีสิทธิออกแบบอนาคตทรัพยากรในพื้นที่งานเอง แนวคิดเศรษฐกิจการเมืองของทรัพยากรชี้ว่าความไม่เป็นธรรมด้านทรัพยากรในไทยมีรากจาก โครงสร้างอานาจ ทําหนดว่าใครมีสิทธิ์เหนือทรัพยากร ดังนั้นปัญหาจึงเป็นเชิงระบบ
ページ42:
มิ่งยวด ล ทุน * สิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องธรรมชาติอย่างเดียว แต่เป็นพื้นที่ของอำนาจและผลประโยชน์ การใช้ทรัพยากร เช่น น้า อากาศ พื้นที่ พลังงาน เปลี่ยนเป็นเรื่องเศรษฐกิจ-การเมือง การจัดการสิ่งแวดล้อมสะท้อนความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างรัฐ ทุน - ประชาชน 1) เมืองในฐานะพื้นที่สิ่งแวดล้อม เมือง คือ ผลผลิตสิ่งแวดล้อมของงานเอง ผ่านถนน อาคาร ระบบสาธารณูปโภค แนวคิด Urban Metabolism : เมืองกันทรัพยากรจำนวนมากและผลทาย เสีย ใครมีทุนและ านาจมาก เข้าถึงทรัพยากร และโอกาสในเมืองมากกว่า เมืองถูกกำหนด โดยทุน (Capital) และนโยบาย (Policy) คำถามสำคัญ : เมืองแบบไหนที่เรากำลังสร้าง และเมื่อใคร 2)ทนและสิ่งแวดล้อม:ความสัมพันธ์เชิงโครงสร้าง . ? • เศรษฐกิจทุนนิยมตั้งอยู่บนการใช้ทรัพยากรเกินขีดจำกัด สิ่งแวดล้อมถูกมองเป็นทรัพยากรมากกว่าระบบนิเวศ • Green Capitalism ไม่ได้สมระบบทุน แต่ปรับให้ทุนยังยืนยัน เปลี่ยนสิ่งแวดล้อมให้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจ Ex. Smart City, Carbon Credit, Green Building คำถามสำคัญ : เรากำลังแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมจริงไหม หรือแค่ทำให้ทุนอยู่รอดในโลกที่ร้อนขึ้น 3) เศรษฐศาสตร์การเมืองของสิ่งแวดล้อม การจัดการสิ่งแวดล้อมไม่เป็นกลาง รัฐ ทุน ประชาชน มีอำนาจไม่เท่ากันในการกำหนดนโยบาย กลุ่มมีทุนมักได้ประโยชน์มากกว่า และผลกระทบตก กลุ่มเปราะบาง คำถามสำคัญ : ใครเข้าถึงทรัพยากรได้มากกว่า และใครได้รับผลกระทบมากกว่า 4) ความขัดแย้งด้านสิ่งแวดลอม (Environmental Conflict) เกิดเสื่อยางกลุ่มมีสิทธิ์และอำนาจเข้าถึงทรัพยากรมากกว่ากลุ่มอื่น ชุมชนที่ถูกพัฒนา มักไม่ถูกเชิญร่วมตัดสินใจ - เขื่อน ถนน โรงไฟฟ้า นิคมอุตสาหกรรม พื้นที่ของคนจนถูกทำให้มองไม่เห็นในแผนพัฒนา คำถามสำคัญ : พื้นที่ถูกทำให้มองไม่เห็นคือที่ไหน และใครคือคนที่ถูกดื่มในการพัฒนา 5.) เมืองกับอธิปไตยท้องถิ่น (Urban Local Sovereignty) . • เมืองไม่ใช่ของรัฐหรือทุนเท่านั้น แต่เป็นพื้นที่ร่วม (Common Space) • ชุมชนต้องการสิทธิ์ในการจัดการทรัพยากรของตนเอง เป็นการท้าทายแนวคิดรวมศูนย์อำนาจของรัฐ ส่งเสริมการกระจายอำนาจ (Decentralisation) และการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกคนควรมีสิทธิมีเสียง และส่วนร่วมในการออกแบบเมือง • สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญไทย มาตรา 43 ชุมชนมีสิทธิรักษา และจัดการทรัพยากรธรรมชาติของงาน • สิทธิชุมชนในเมืองยังเกิดขึ้นจริงได้ยาก เพราะติดโครงสร้างอำนาจเต็ม คำถามสำคัญ : เราจะสร้างเมืองที่เป็นของทุกคนได้อย่างไร?
ページ43:
บทบาทผู้หญิง และผู้มีความหลากหลายทางเพศ มุมมองเพศในเศรษฐศาสตร์การเมืองเชิงสตรีนิยม (Feminist Political Economy) มุ่งศึกษาว่า เพศมีอิทธิพลต่อความสัมพันธ์ทางอำนาจ การกระจายทรัพยากร ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ มองว่าปัจจัยอย่างเพศ ชนชั้น เชื้อชาติ อายุ ต่างเชื่องโยงกันในการสร้างความไม่เท่าเทียม ทั้งในภาคการผลิต และการสืบพันธุ์ทางสังคม (การต่อสู้เพื่ออำนาจ ทรัพยากร เวลา และศักดิ์ศรี) เป้าหมายมุมมองเพศในเศรษฐศาสตร์การเมือง A • เพื่อสร้างความเมาใจระบบเศรษฐกิจที่ครบถ้วนและเป็นธรรม เพื่อเน้นเสียงของผู้หญิง LGBT และกลุ่มชายชอบที่มักถูกกีดกันจากอำนาจ • เพื่อชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจ การเมือง และชีวิตประจำวัน ล้วนเป็นพื้นที่ของการต่อรองทางเพศ แนวคิดหลักของ Feminist Political Economy . . บ้าน: พื้นที่แรกของเศรษฐกิจและอำนาจทางเพศ านใหม่ให้ระบบทุน บ้านไม่ใช่แค่พื้นที่ส่วนตัว แต่เป็นหน่วยเศรษฐกิจพื้นฐาน คือที่ผลิตแรงงานใ ระบบเศรษฐกิจโตชิปไตย (Patriarchal Economy) กดทับคุณค่าของงานผู้หญิง และ LGBT + เสนอให้มองงานดูแลเป็นงานชีวิต (Life - Marking Work) ให้รัฐรองรับและลงทุนในงาน ทำให้เศรษฐกิจเห็นคุณค่าของงานที่ทำให้สังคมดำรงอยู่ ด Feminist Political Economy ชี้ว่างานดูแล (Children, Elderly, Sick) เป็นฐานทุนสำคัญ แต่ถูกทำให้มองไม่เห็น - ตลาด : พื้นที่ของแรงงานและความไม่เท่าเทียม +. • อาลาดแรงงานถูกแบ่งตามเพศสภาม ฝุ่นฝูงและ LGBTQ + มักกระจุกอยู่ในงานที่ถูกอว่าต่ำกว่า เช่น งานบริการ งานคาด บริหารบ้าน งานบันเทิง งานความงาม . สะท้อนความคาดหวังทางเพศ เช่น ผู้หญิงต้องอ่อนโยน คนข้ามเพศเหมาะกับทนบริการ g • ตลาดแรงงานจึงผลิต อคติทางเพศ (Gender Stereotypes) ตอกย้ำความเปราะบางของแรงงานนอกระบบ • Feminist Political Economy มองว่าระบบเศรษฐกิจใช้งานบริการและงานดูแลของผู้หญิงและ LGBTQ + เป็นฐานทุนโดยไม่ยอมรับคุณค่า • รัช : อำนาจ นโยบาย และการมองไม่เห็น รัฐออกแบบนโยบายบนฐานเศรษฐกิจที่เน้นประชากรชาย แบบครอบครัวชายเป็นผู้นำ • แรงงานเพศหลากหลายถูกผลักให้เป็นแรงงานเสริม หรืออาชีพที่ถูกจำกัด * Feminist Political Economy เสนอให้รัฐลงทุนโครงสร้างพื้นฐานการดูแล รับรองสิทธิแรงงานทุกเม ทำให้เสียงของฝุ่นหญิงและเพศหลากหลายมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย 4
ページ44:
แสนทฤษฎี - Karl Marx และ Silvia, Federici ครั้งคำถามว่า การแบ่งงานกันทำในระบบทุนนิยมไม่ได้เป็นกลาง การแยกงานการผลิตที่ตกเป็นของผู้ชายจึงสำคัญกว่า และงานบ้าน งานดูแล เป็นงานของแรงงานผู้หญิงที่ไม่มีค่าจ้าง ถูกทำให้มองไม่เห็นค่า การเข้าใจเรื่องเพศในงานช่วยให้เห็นว่าระบบเศรษฐกิจ เกิดจากโครงสร้างอำนาจทางสังคม เช่น บทบาททางเพศ สะท้อนและตอกย้ำความไม่เท่าเทียมทางเพศทั้งในบ้านและระบบเศรษฐกิจเสรีนิยมใหม่ ช่วยให้เห็นว่าการแบ่งงานกัน Silvia, Federici และ Angela Davis ชี้ว่าการปลดปล่อยผุ้หญิงต้องเปลี่ยนทั้งระบบแรงงาน + บทบาททางเพศในครอบคร การกดขี่ผู้หญิงไม่สามารถแยกจากโครงสร้างชนชั้นได้ เกิดจากระบบทุนนิยมที่กดมูลค่างานบ้าน แรงงาน หมิง ต้องเผชิญทั้งการเอารัดเอาเปรียบในตลาดแรงงาน (ค่าแรงต่ำ งานเสียง ไม่มั่นคง) และการกดทับในบทบาททางเพศภายในครอบครัว (ทำงานบ้าน ดูแลครอบครัวโดยไม่ได้เงิน) ซิลเวีย เฟเดอริส (Silvia, Federici) (ค.ศ.1942-บัน) (Neoliberal) นักคิดแนวสตรีนิยมมาร์กซิสต์ (Marxist Feminist) วิเคราะห์แรงงานดูแลและการกดขี่ทางเพศในระบบทุนนิยม ว่าทุนนิยมตั้งอยู่บน การเอาเปรียบแรงงานของผู้หญิง โดยเฉพาะงานบ้านและงานดูแลที่ไม่ถูกนับเป็นมูลค่ วิเคราะห์ว่าการด่าแม่มดคือการกดที่ปุ่หญิง ใช้ความรุนแรงทางสังคม เพื่อควบคุมรา แรงงานผุ้หญิง เสนอให้สังคมยอมรับคุณค่าของงานผลิต ชีวิต (Reproductive Labour) เช่น งานปานผ่านการให้ค่าจ้างและ เปลี่ยนโครงสร้งอำานาจทางเพศ แองเจลา เดวิส (Angela Davis) (ค.ศ. 1960 - ปัจจุบัน) Asus se ร่างกาย นักเคลื่อนไทยเพื่อสิทธิคนผิวสี่ นักสตรีสายมาร์กซิส (Black Feminism) เป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญของขบวนการเรียกร้องสิทธิพลเมือง (Civil Rights Movement) เสนอการกดที่ผู้หญิงไม่สามารถแยกจากเชื้อชาติและชนชั้นได้ ผู้หญิงผิวสี่เผชิญการกดดินลายชั้น (Intersectionality) การปลดปล่อยผู้หญิงต้องคำนึงถึงเศรษฐกิจ ชนชั้น และโครงสร้างรัฐควบคู่ไปด้วย นักคิด Feminist Economics ► Marilyn Waring (1988) GDP ล้มเหลว เพราะไม่เห็น งานบ้าน และแรงงานดูแล WOMEN COUNTED 1 MARILYN WARING GLORIA STEINEM ►Nancy Folbre (2001) The Invisible Heart เศรษฐกิจอยู่ได้ เพราะการดูแล
ページ45:
ประเด็นสำคัญในเศรษฐศาสตร์การเมืองเชิงเพศ 1) Challenging traditional Power structures ทำตายโครงสร้างอำนาจแบบเดิม ตั้งคำถามกับระบบเศรษฐกิจที่ไม่เห็นว่าใครหายไปจากอำนาจ เปิดเผยการกีดกันเชิงโครงสร้างที่เกิดขึ้นในนโยบายและสถาบัน 2) Production-Reproduction การเชื่อมโยงระหว่างการผลิตและการสืบขยายการวิเคราะห์จากตลาดไปสู่งานที่ไม่มีค่าจ้าง เช่น งานบ้าน การดูแล งานเหล่านี้คือฐานของระบบเศรษฐกิจทั้งหมด 3) Intersectionality ความไม่เท่าเทียมทั้งเพศ ชนชั้น เชื้อชาติ อัตลักษณ์ทางเพศ 5. คนข้ามเพศ (Transgender) ในไทยมักเผชิญคดีในตลาดแรงงานและการเข้าถึงสวัสดิการ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เผชิญการกีดกันในการจำงาน 4) Policy Impacts (A48 นโยบาย) แต่มีการศึกษาเทียบเท่าผู้ชาย นโยบายแรงงาน ภาษี อาจกระทบกลุ่มเพศหลากหลายมากกว่ากลุ่มอื่น 5) Conflict and Crisis ในวิกฤตเศรษฐกิจ ภัยพิบัติ กลุ่มคุ้หญิง และ L5018 + มักเป็นกลุ่มแรกที่ตกงาน • สงครามทำให้ความรุนแรงทางเพศและอัตลักษณ์เพิ่มขึ้น 4) Accountability (ความรับผิดชอบเชิงสถาบัน) รัฐ ภาคธุรกิจ ต้องรับผิดชอบต่อผลกระทบทางเพศ และอัตลักษณ์ที่เกิดจากนโยบาย เช่น การจ้างงานที่เลือกปฏิบัติ การไม่รองรับสิทธิของคู่รักเพศเดีย สถาบัน (Institution) ในเศรษฐศาสตร์การเมือง 2 0 กติกา บทบาท ระเบียบ โครงสร้างที่กำหนดพฤติกรรมของบุคคลและกลุ่มในสังคม ทำหน้าที่กำหนดว่าใครมีอำนาจ ใครตัดสินใจได้ ใครได้ประโยชน์จากทรัพยากรในสังคม • กติกาทางการ เช่น รัฐธรรมนูญ กฎหมาย ระบบราชการ ญ กติกาไม่เป็นทางการ เช่น ค่านิยม วัฒนธรรม ประทัดฐานทางสังคม ประเพณี • สถาบันหลักในไทย : ระบบราชการ ระบบอุปถัมภ์ ระบบที่ดิน วัฒนธรรมทางเพศ ทั้งหมดนี้ร่วมกันกำหนดรูปแบบของอำนาจ และความไม่เท่าเทียมในสังคม
ページ46:
0 การศึกษาประเด็น LGBTQ.+ แนวคิดนี้สัมพันธ์กับการผลิตทางสังคม (Social Reproduction) และการสร้างอัตลักษณ์เพื่อการบริโภค (Commodification of Identity) บางส่วนของวัฒนธรรม) LGBTQ + ถูกนำมาใช้ในเชิงพาณิชย์ เช่น ธุรกิจ Pride สินค้าที่ใช้สัญลักษณ์สายรุ้ง ความหลากหลายทางเพศ จึงถูกแปลงเป็นมูลค่าทางลาด 1 • ระบบทุนนิยม การเป่าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจมักถูกกำหนดโดยโครงสร้างสถาบัน เช่น กฎหมาย แรงงาน ตลาดแรงงาน นโยบายรัฐ กลุ่ม LGBTQ + มักเผชิญการเลือกปฏิบัติในหายระดับ การจ้างงานของคนข้ามเพศ ส่งผลให้พวกเขาถูกจำกัดอยู่ในอาชีพบางประเภท เช่น งานบริการ ความงาม/บันเทิง สะท้อนการแบ่งแรงงานตามเพศสราม) (Gendered, and Sexualised, Division of Labour) ที่มีรากทางสังคมและเศรษฐกิจ Global Care Economy • ผู้หญิงทำงานบ้านและงานดูแลมากกว่าผู้ชาย 3-6 ซม./วัน สะท้อนการแบ่งงานตามเพศที่มองว่าการดูแล เป็นหน้าที่ธรรมชาติของฝุ่นหญิง งานนี้มักมองไม่เห็นในระบบเศรษฐกิจ ทั้งที่เป็นฐานสำคัญของการดำรงชีวิต และแรงงานในระบบตลาด • งานดูแลคิดเป็นมูลค่ากว่า 13 % ของ GDP โลก แต่แทบไม่มีค่าตอบแทน รัฐอาศัยแรงงานดุแลผู้หญิง เพื่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจ • แรงงาน LABTG เผชิญความไม่มั่นคง อคติในตลาดแรงงาน กฎหมายไม่คุ้มครอง ผลกระทบเชิงเศรษฐกิจ • อินเดีย : หากผู้หญิงเข้าทำงานเท่าผู้ชาย (GDP จะเพิ่มขึ้นกว่า 1.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ • องค์การเพื่อความร่วม อและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ . . (Organisation for Economic Co-operation and Development : OECD) หากลดช่องว่างทางเพศในการจ่างงานและรายได้ จะช่วยเพิ่ม GPPโลก ได้ราว 12 % ภายในปี 230 ประเทศที่คุ้มครองสิทธิความหลากหลายทางเพศมาก ดึงดูดการลงทุนต่างประเทศ (FDI) การจ้างงานสูงกว่า การเลือกปฏิบัติทางเพศสภาพทำให้ประเทศสูญเสียรายได้ปีละหลายหมื่นล้านดอลลาร์ (Sexual Orientation Discrimination) Global Care Chain ห่วงโซ่การดูแลระดับโลก • การย้ายแรงงานดูแล (Care Workers) โดยเฉาะผู้หญิง / LGBTG + จากประเทศจนไปประเทศด้วย • เกิด Core Drain (การระบายแรงดูแล) ประเทศในทางสูญเสียแรงงานดูแลคุณภาพ ประเทศปลายทางได้แรงงานราคาถูก กรณีไทย เป็นทั้งประเทศต้นทางและปลายทาง ใช้แรงงานหญิงเพื่อนบ้าน – เมียนมา ลาว กัมพูชา = • ในงานบ้าน - ผู้สูงอายุ ผู้หญิงไทยจำนวนหนึ่งย้ายไปทำงานดูแลในต่างประเทศ ฮ่องกง ญี่ปุ่น ตะวันออกกลาง
ページ47:
. . บริบทของประเทศไทย - แรงงานหญิงไทยภายในประเทศ . ทํางานที่ไม่มั่นคง— ภาคเกษตรกรรม แรงงานนอกระบบ แรงงานบริการ โดยได้รับค่าค้างต่ำกว่า และไม่มีสักประกันทางสังคม ตำแหน่งบริหารระดับสูงยังถูกครอบครองโดยผู้ชายเป็นส่วนใหญ่ •ในภาค นบทมีบทบาทในงานปานงานดูแลครอบครัว และการผลิตอาหาร แต่ไม่ถูกนับเป็นแรงงานเศรษฐกิจตามระบบ • ในเมืองฝุ่นหญิงชนชั้นแรงงานเข้าสู่อุตสาหกรรมสิ่งทอและบริการ เช่น พนักงานโรงงาน พนักงานนวด แม่บ้าน มิติชนชั้นและเชื้อชาติ D แรงงานข้ามชาติหญิงจากเม่า ลาว กัมพูชา ทำงานหนักในภาคประมงและบริการ ต้องเผชิญการเอารัดเอาเปรียบทางเศรษฐกิจและทางเพศมากกว่าคนไทย แรงงานหญิงไทยในต่างประเทศ เช่น ตะวันออกกลาง ได้ในวัน สองเผชิญความไม่เท่าเทียมในรูปแบบใหม่ ภายใต้ระบบแรงงาน Globalization - เพศ แรงงาน เศรษฐกิจที่มองไม่เห็น ผู้หญิงไทยมีการศึกษาสูงขึ้น แต่ช่องว่างรายได้ยัง 12- 20% ผู้ชายคงตำแหน่งผู้บริหารและงานที่รายได้สูงกว่า • แรงงานเพศหลากหลาย โดยเฉพาะคนข้ามเพศถูกจำกัดในงานบันเทิง ความงาม แฟชั่น เข้าถึงงานระบบราชการ วิศวะ การเงินยาก เพราะอคติปฏิบัติ กฎหมายแรงงานยังเน้นเพศกำเนิด ไม่ครอบคลุมเพศที่หลากหลาย . . ความยากจนเชิงเพศและอัตลักษณ์ (Feminisation of Poverty) ผู้หญิงมีแนวโน้มจนกว่า เพราะเข้าถึงทรัพยากร การกู้เงิน และงานที่มั่นคงน้อยกว่า LaTa + เสี่ยงถูกตัดสิทธิจากครอบครัว และระบบรัฐ เพศ ประชาธิปไตย และอำนาจทางเศรษฐกิจ หากผู้หญิงและเพศนอกหลายไม่มีอำนาจต่อรอง ประชาธิปไตยไม่สมบูรณ์ สิทธิทางเพศ เชื่อมโยงกับสิทธิทางเศรษฐกิจ ต้องมีส่วนร่วมในนโยบาย • การยอมรับความแตกหลายทางเพศ - เศรษฐกิจที่แข็งแรงและครอบคลุมทุกกลุ่ม =
ページ48:
** สรุป ** * ยุคคลาสสิก (Classical Political Economy) (ศตวรรษที่ 19 - 19) • อดัม สมิส (Adam Smith) ความมั่งคั่งของประชาชาติ (776) เล่นดูว่าตลาดสามารถจัดสรรทรัพยากรได้ด้วยมือที่มองไม่เห็น แต่ยังเชื่อว่ารัฐต้องจัดให้มีสาธารณูปโภคพื้นฐานและส่งเสริมคุณธรรม (Invisible hand.) - เดวิด ริคาร์โด (David Ricardo) เสนอความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ โธมัส ซัลซัส (Thomas Malthus) มองว่าประชากรเพิ่มเรียกว่าทรัพยากร จึงทำให้เกิดความยากจน เป็นมุมมองที่ค่อนางอนุรักษ์นิยม และวิเคราะห์การแบ่งรายได้ระหว่างเจ้าของที่ดิน ทุน มองงาน * ยุคมาร์กซ์ (Marxian Political Economy) (ศตวรรษที่ 19 ) คาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx) วิเคราะห์ระบบทุนนิยมว่าเป็นความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างทุน และแรงงาน แนวคิดสำคัญ : มูลค่าส่วนเกิน ( Surplus Value) การแปลกแยก (Alienation) ความขัดแย้งทางชนชั้น * ยุคเศรษฐศาสตร์การเมืองแบบรัฐสวัสดิการ (ต้นศตวรรษที่ 20) • จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ (John Maynard Keynes) no i เสนอว่ารัฐควรแทรกแซงตลาด เพื่อรักษาการจ้างงานและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ แนวคิดนี้นำไปสู่รัฐสวัสดิการ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุคเสรีนิยมใหม่ (Neoliberalism) (ทศวรรษ 1970 - 1950) • อิลตัน ฟรีดแมน (Milton Friedman) : สนับสนุนตลาดเสรี ลดบทบาทรัฐ โรนัลด์ เรแกน และ มาร์กาเร็ต แทตเซอร์ นำนโยบาย Liberalism มาใช้จริง แปรรูปรัฐวิสาหกิจ ลองสวัสดิการ เปิดทางให้ทุนเอกชน ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำและแรงงานไม่มั่นคงในหลายประเทศ และไทยหลังวิกฤตเศรษฐกิจ 2540
ページ49:
* ยุควิพากษ์ร่วมสมัย (Critical / Contemporary Political Economy) มิเชล ฟูโกต์ (Michel Foucault) ค.ศ.1926-1994 เสนอแนวคิดอ่านจบบระเบียบวินัย และการปกครองชีวิต (Biopolitics) เศรษฐกิจไม่ใช่เพียงเรื่องทรัพยากร แต่เป็นเครื่องมือควบคุมและจัดการประชาชน • เดวิด ฮาร์วีย์ (David Harvey) ค.ศ. 1935 - ปัจจุบัน วิเคราะห์ทนในมิติของพื้นที่และเวลา แนวคิดสำคัญ : Spatial fix ทุนต้องขยายพื้นที่ เพื่อแก้วิกฤตายของตา Right To The City สิทธิ์ในเมือง นเอง • อาฆาตยา เซน (Amortya Sen) ค.ศ. 1933 - ปัจจุบัน พัฒนาแนวคิดการพัฒนาในฐานะเสรีภาพ (Development as Freedom) เน้นให้เศรษฐกิจรับใช้ศักยภาพและเสรีภาพของมนุษย์ - เอลินอร์ ออสตรอม (Elinor Ostrom) ค.ศ.1933 - 2012 แสดงให้เห็นว่าชุมชนสามารถจัดการทรัพยากรสาธารณะได้เอง โดยไม่ต้องพึ่งรัฐหรือขุน ซิลเวีย เฟเดอริชี่ (Silvia, Federici) ค.ศ.1942-2จจุบัน นักคิดแนวสตรีนิยมมาร์กซิสต์ วิเคราะห์แรงงานดูแลและการกดขี่ทางเพศในระบบทุนนิยม แนนซี่ เฟรเซอร์ ( Nancy Fraser) ค.ศ. 1947 - ปัจจุบัน เสนอแนวคิดการยอมรับและการกระจาย (Recognition and Redistribution) วิพากษ์เสรีนิยมใหม่ที่ดึงเอาราชาสิทธิสตรีไปใช้โดยไม่แกะโครงสร้างเศรษฐกิจ
このノートに関連する質問
Undergraduate
สังคมศึกษา
วิชา คุณธรรมและจริยธรรมสำหรับนักพัฒนา สาขาพัฒนาชุมชน
Undergraduate
สังคมศึกษา
สรุปทฤษฎีสังคมวิทยา ใครมีสรุปบ้างค่ะพอดีใช้สอบ
Undergraduate
สังคมศึกษา
ลัทธิเสรีนิยมเหมือนหรือแตกต่างจากลัทธิสังคมอย่างไร
Undergraduate
สังคมศึกษา
มีใรรรับสอนการบ้านไหมคะ ทิ้งช่องทางการติดต่อไว้ได้เลยค่ะ
Undergraduate
สังคมศึกษา
สวัสดีครับ พอดีอยากจะสอบถามคนที่เรียนม.รามและเคยลงวิชา GAS1001กีฬาและการออกกำลังกายสำหรับสุขภาพ หน่อยครับว่า ปกติแล้ววิชานี้มีสอบทฤษฎีหรือให้เล่นกีฬาด้วยไหมครับ ขอบคุณมากครับ
Undergraduate
สังคมศึกษา
อธิบายเกี่ยวกับ กลไก และกระบวนการเสริมสร้างความโปร่งใสในระบอบประชาธิปไตย ถ้าท่านได้มีส่วนร่วมในการปฎิรูปการเมือง ในความคิดของท่าน ท่านมีความคิดเห็นอย่างไร จงอธิบาย โดยไม่ลอกเลียนแบบความคิดของผู้อื่น ( ไม่น้อยกว่า 10 บรรทัด ) *
Undergraduate
สังคมศึกษา
ทุกคนช่วยเราทำเเบบสำรวจหน่อยน้า เราเอาไปทำงานในรายวิชา ขอบคุณมากเลยค่า🙏🤗 https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSc4zEpOs0LvAE_Xuv-YnqE_OQHgBGJ7JMLL0-DmtAhqPQi4vg/viewform?usp=sf_link
Undergraduate
สังคมศึกษา
การบุกรุกที่ดินมีสาเหตุมาจากอะไรบ้างคะ
Undergraduate
สังคมศึกษา
ช่วยบอกคำตอบหน่อยค่า🙏🏻
Undergraduate
สังคมศึกษา
กำหนดโจทย์เกี่ยวกับประเด็นการบริหารและพัฒนา
News

コメント
このノートは
コメントがオフになっています。