ノートテキスト
ページ1:
เศรษฐศาสตร์ Economics => มาจากภาษา กรีก Olkos = 11 9 house บาน Namein to manage นิยาม เศรษฐศาสตร์ Economics 4. ก.บริหารจัดการครอบครัว " การบริหารจัดการ * ศาสตร์เกี่ยวกับการจัดสรรทรัพยากรที่มีอย่างจำกัด เพื่อตอบสนองความต้องการมนุษย์ ที่มีอย่างไม่กัด ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทรัพยากรจ๋า ด Resour scarcity การตัดสินใจ ได้อย่างเสียอย่าง ซึ่งมัน ทำให้เกิดประโยชน์ คามต้องการอยางไม่จํากัด Unlimited Wants ประโยชน์ทางเศรษฐศาสตร์ 0 บุคคล - ช่วยตัดสินใจในการดำรงชีวิต ให้เกิดความคุ้มค่า (trade - off) 2 ครอบครัว - ช่วยตัดสินใจหน้าที่ ค่าใช้จ่ายในครัวเรือน 9 กติ . การตัดสินใจ ตามหลัก Economics 1. พฤติกรรมมนุษย์ ดังนั้น จะเลือก จึงไม่มีถูก ผิด ทุกอย่างมีด้าน และเสีย ไม่มี 100 - # ขึ้นอยู่ที่ความพึงพอใจ พฤติกรรมมน ชอบมองปัจจุบันสำคัญกว่าอนาคต Ex. การ สุบบุหรี่ เลือกสับเพาะ slow คลาย (ปรบ - ตัดสินใจการบริหารประเทศ Ex - การจัดสรรทรัพยากร การดำเนินงบ, การแทรกแซงโ การโดยการสนับสนุน, การเก็บภาษี เศรษฐศาสตร์ เศรษ ค่าสตรี ตร์จุลภาค > เกียวกับ บุคคล ครอบครัว กลุ่มย่อย ในระยะหนึ่ง Ex. กลไกล ราคาตลาด microeconomics เศรษฐศาสตร์มหภาค => เกี่ยวกับ ประเทศชาติ กลุ่มขนาดใหญ่ ที่ไม่กระทบเพียงบุคคลแต่กระทบ ผู้คนโดยสม macroeconomics ปัญหาทางเศรษฐศาสตร์ ออกสอบได => เป็นมะเร็ง (อนาคต) Ex. ดอกเบี้ย, การคายระหว่างประเทศ - ปัญหาความต้องการของมนุษย์ที่มีอย่างไม่จำกัด ในขณะที่ทรัพยากรมีอย่างจำกัด - จึงเกิดปัญหาทรัพยากรขาดแคลน Scarcity ก่อให้เกิดปัญหา 3 ข้อ . สรุป 1. What > ผลิตจะผลิตอะไร ? = ทรัพยากรมีอย่างจำกัดผู้ผลิตจึงเองเลือกว่าจะผลิตอะไร จำนวนเท่าไร เพื่อตอบสนองความต้องการ 2. How) - ผลิตรอย่างไร ๆ ต้องตัดสินใจการเลือกวัตถุดิบในการผลิตให้คุ้มค่ามากที่สุด 3.for whon » ผลิตให้ใคร = คิดให้ใคร = เมื่อไม่มีใครถึงผู้บริโภค เราต้องเลือก การกระจายสินค้า และผลตอบแทนให้ใครข้าง 1. ต้องเลือกการผลิต ให้เหมาะแก่ความต้องการ ทุนแท้จริงทางเศรษฐศาสตร์ เรียกว่า ทางเลือก และค่าเสียโอกาส [Choice and opportunity Cost] ค่าเสียโอกาส คือ ผลตอบแทนสูงสุดของตัวเลือกอื่น ๆ ที่ไม่ได้เลือก วัดได้ » ค่าตอบแทน จัดไม่ได้ » ค่าเสียโอกส การใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน คือ การใช้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดผม อย่างฉลาด ประหยัดและคุ้มค่า เพื่อให้ใช้อย่างยาวนาน ค.สําคัญ ก. จัดสรรทรัพยากร 1) ช่วยแก้ปัญหา 3 ข้อ 2) สom นเปลืองทรัพยากร ผลิตม นตลาด ผลิตน้อยกระทบต่อผู้บริโภค าไวหามริม! What? - Why ? for whom?
ページ2:
หน่วยทางเศรษฐกิจ >> ผลิต รวบรวมทรัพยากรจากเทของทรัพยากร เพื่อตอบสนองความต้องการผู้บริโภค ด้วยต้นทุนที่ต่ำที่สุด ผู้บริโภค - ผู้รับสินค้า บริการเพื่อตอบสนองความต้องการของาน อย่างประหยัดคุ้มค่าที่สุด = = (กิจกรรมทางเศรษฐกิจ - การกระทำต่างๆ เพื่อตอบสนองความต้องการ ประกอบด้วย 3 การผลิต 4) การแลกเปลี่ยน 6 ปัจจัยในการผลิต (สิ่งประกอบการผลิต) 3) เจ้าของปัจจัยในการผลิต หน่วยครัวเรือน Ex ผลตอบแทนของปัจจัยการผลิต 4 ปัจจัย >>> ง ที่ดิน ทอม (Land) = ที่ดินปลุกสร้าง - 665394 ( labour) = แรงงานมนุษย์ ทุน (Capital) - เครื่องจักร 9 การบริโภค 4) การกระจายสินค้า ผู้ประกอums (enterpreneurship) = รวบรวมทรัพยากร in on wo แม่ คนหนึ่งคนเป็นเจ้าของการผลิตได้หลายอย่าง เกิดตามต้นทุนค่าเสียโอกาส ที่ดิน (Land) เมื่อไปใช้ในการผลิต “ค่าเสียโอกาส คือ ค่าเท่า (rent) แรงงาน (Labour) - ในการศึกษา " ทุน C Capital) ลงทุนทำเครื่องจักร A 98 ร no pans (wage, Salary) คือ ดอกเบี้ย (interest) ผู้ประกอบการ C interpreneurship) : ใช้ต้นทุนในการผลิต ค่าเหนื่อย คือ กำไร (Profit) กิจกรรมทางเศรษฐศ. > เกิดจาก ผู้ผลิต (ผู้ขาย) ต้องการขายสินค้าแก่ผู้บริโภค โดยมีผลตอบแทน คือ “กำไร” " ผู้บริโภค (ผู้ซื้อ) ต้องการซื้อสินค้า บริการเพื่อตอบสนองความต้องการงาน หน่วยทางเศรษฐกิจ มี 3 หน่วย (Economic Unit) บทที 3 เกิดการขาย แลกเปลี่ยนที่ยินยอม 2 ฝ่าย - กิจกรรมทางเศรษฐกิจ ภาคครัวเรือน ( household) เจ้าของปัจจัยการผลิต 4 จัง 2) ภาคธุรกิจ (Bussiness firm) รวบรวม (ผลิต+ หน่าย ผู้บริโภค = ภาครัฐ (Goverment) - ควบคุม ดูแล - ผู้ผลิต - ความปลอยภัย ที่เอกชนทำไม่ได้ แรงงานสาธาร > ผู้บริโภค - ซึ่งสินค้าจากประชาชน เจ้าของปัจจัยการผลิต : ไม่ แร่ NOTE: ดับเป็นสังคมนิยม เป็นเจ้าของปัจจัยในการผลิต ระบบเศรษฐกิจ 4 ระบบ หน่วยเศรษฐกิจ - ครัวเรือน * ธุรกิจ * รัฐ * ระบบเศรษฐกิจ NOTE: กลไกลราคา - เป็นตามอุปสงค์ อุปทาน 0 ระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม, ทุนนิยม C Capitalism) ผู้ซื้อและผู้ย = ระบบที่เป็นอิสระในการเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตที่ตนมีอยู่ ผู้ผลิตสามารถผลิตสินค้า บริการงามความต้องการ ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อได้ตามกำลังเงินในกระเป๋า จ่าไลฟร๊น! ราคาขึ้นกับกลไกลราคา (ราคาเป็นตัวกำหนดว่า ควรผลิตอะไร รัฐไม่แทรกแซง ข้อเสีย 3 เกิดการ จากผู้ผลิตภพใหญ่ @ รายได้ไม่เท่าเทียม (3) ขาดการผลิตสินค้าต้นทุนเยอะ (4) ใช้ทรัพยากรสิ้นเปลือก เนื่องจากมีการแข่งขัน Ex. คอนโด
ページ3:
9 ระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม (Socialism) = รัฐบาลเข้าควบคุมระบบเศรษฐกิจ กิจกรรมส่วนรวม ข้อดี 0 เกิดความเท่าเทียม, ก. ทายผลประโยชน์ ๏ ไม่มีการผูกขาด 3 รัฐควบคุมการใช้ทรัพยากร - What : จะผลิตอะไร - How : ผลิตอย่างไร คุณภาพแบบในน for whow : ผลิตให้ใคร การผลิตจะผลิตตามนโยบายที่รัฐกำหนด รัฐเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตทั้งหมด ข้อเสีย 3 ขาดการพัฒนาเทคโนโลยี (3) ระบบเศรษฐกิจแบบผสม (mixed Economy) tot ผสมระหว่าง ระบบทุนนิยม 2) หากนโยบายผิดพลาด จะมีปัญหาต่อการกระจาย 3) เอกชนขาดแรงจูงใจ NOTE : ปัจจุบัน (News) ระบบแบบเสรี ทุนนิยม กระจายมากขึ้น ทำให้ระบบสังคมนิยม ยืดหยุ่นขึ้น * สังคมนิยม คือ ใช้ ทุนนิยม มีกลไกราคากำหนดสินค้าทั่วไป ใช้ “สังคมนิยม รัฐเข้ามาแทรกแซงบางกิจกรรมเพื่อความเท่าเทียม เช่น สารสุข การศึกษา ระบบเศรษฐกิจนี้ ขึ้นอยู่ที่ว่า ประเทศไหน ง ไหนจะเป็นทาง ทุนนิยม หรือ สังคมนิยม มากกว่า ร ผสม สังคมนิยม ทุนนิยม ระบบเศรษฐกิจแบบผสม ที่ค่อนข้างไปทางระบบสังคมนิยม คิวบา เกาหลีเหนือ * เวียดนาม เวเนซูเอล่า * ระบบเศรษฐกิจแบบผสม ที่ค่อนข้างไปทางระบบทุนนิยม จีบ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อังกฤษ สหรัฐอเมริกา
ページ4:
บทที่ 4 : กลไกราคา (อุปสงค์ อุปทาน) การกำหนดราคาตาม อุปสงค์ อุปทาน อุปสงค์ - ความต้องการซื้อของผู้บริโภค ตามความพึงพอใจ เงินในกระเป๋า >> อุปสงค์ของผู้ซื้อ : ความยินดีซื้อของผู้บริโภค ณ ระดับราคาแผง ณ 2 เงื่อนไข (3) ผู้บริโภคพงใจ (willing to pay) กฎอุปสงค์- cl 6 ณ.บริโภคสามารถซึ่ง (ability to pay) ต้องมีครบเงื่อนไขถึงจะมี อุปสงค์ เกิด ✓ ค. #เปลี่ยนตามรสนิยม, สินค้าทดแทน ต้องการซื้อ (อุปสงค์) : ราคาเพิ่ม ปี ค. H (อุปสงค์) ราคาลด # อุปสงค์ หมายถึง จำนวนสินค้าที่ผู้ซื้อ ต้องการซื้อ ณ อาคาหนึ่ง ณ ช่วงเวลาหนึ่ง # อุปสงค์ของ ตลาด market Demand หมายถึง ความต้องการซื้อสินค้าของหลายๆ คน อุปทาน ( Supply) = ปริมาณของสินค้าที่ผู้ขายยินดีขาย และสามารถขายได้ ณ ภาคใดราคาหนึ่ง ณ ช่วงใดช่วงหนึ่ง Ex. อุปทานขายส้ม อุปสงค์ซึ่งสม 210 kg. ( km ละ 50 บาท) 30 kg อุปทาน ส่วนเกิน 150 kg ( เหลือ) - ในตลาด 200 300 kg kg 100 อุปสงค์ส่วนเกิน 100 kg (ขาดตลาด) 9 NOTE ราคา ผกผัน อุปสงค์ 950 - ฮาคา + - ยากขอ 3 อุปสงค์ ยาย : ราคา 1 - อยากทาน 1 3 กฎปาน ราคา ผันตรง อุปทาน NOTE ตลาดที่มีการแข่งขันสูง (ขายคล้ายกัน) - ราคาขึ้นกับ อุปสงค์ อุปทาน แทบไม่สามารถกำหนดเอง * ต้องแข่ง มราคากัน " # ต้อง ลดราคา ลง เพื่อเพิ่มอุปสงค์ # ต้องลดราคา เพื่อ ลดอุปทาน ราคา ลยภาพ ภคา ลง การทำงานของกลไกราคา (Price mechanism) ถ้าลองวาดกราฟจากตารางด้านบนดู ก็จะเห็นว่าราคาดุลยภาพและปริมาณดุลยภาพจะเกิดตรงที่เส้นอุปสงค์ ติดกับเส้นอุปทานพอดี ซึ่งเราเรียกจุดนั้นว่า “จุดดุลยภาพ” (equilibrium point) ราคา อุปทานส่วนเกิน Supply (S) อุปทาน E 35 ราคา 1 (ร จุดดุลยภาพ อุปสงค์ส่วนเกิน 120 ราคา ♥ (0) + Demand (D) อุปสงค์ ปริมาณ
ページ5:
0 000 10 15 » การเปลี่ยนแปลงราคา และปริมาณ ดุลยภาพ > การเปลี่ยนแปลงอุปสงค์ อุปทาน นอกจากราคาแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆ การเปลี่ยนแปลงอุปสงค์ ( ค. ต้องการซื้อ) 0 รายได้ของผู้บริโภค (ผันตรง) สินค้าปกติ (Normal – goods) = รายได้ 1 ความต้องการ 1 = เสื้อผ้า รองเท้า ของใช้ประจำวัน (ของราคาแพง) (ผกผัน) สินค้าด้อยคุณภาพ (inferous goods, สินค้าไม่ปกติ - รายได้ 1 ค. ต้องการ 4 - มาม่า ปลากระป๋อง (ของราคาถูก) 2) ราคาสินค้าที่เกี่ยวข้องเกิดการเปลี่ยนแปลง (๗) 3 * สินค้าทดแทนกัน (Subsilute goods) = ราคาสินค้า A 1 ราคาสินค้า B 1 Ex. หมูแพง คนกินไก่มากขึ้นทำให้ไก่แพงขึ้นด้วย * สินค้าร่วมกัน ( Complementary goods) = ราคาสินค้า A 1 อาคาสินค้า 6) Ex. สาคาน้ำมัน ? ราคาขายรถลดลง สสนียม > ส่งผลต่อ อุปสงค์ (Demand) โดยตรง ผู้ขายพยายามโฆษณา เพื่อให้เกิดอ.นิยม = ความภักดี (brand loyalty) การลดการณ์ของผู้บริโภค * ผู้บริโภคสามารถขาดการณ์การปรับเปลี่ยนราคาได้ Ex, ผู้บริโภคภาคการณ์ว่าน้ำมันจะลดลง จึงมีการทุนน้ำมันทำให้ (0) แม้ราคาเท่าเดิม 6 จำนวนผู้ซื้อ L การซื้อตามกระแส Ex.. การต่อแถวซื้อ iphon 16 รุ่นใหม่ ทำใน (0) การเปลี่ยนแปลงอุปทาน (Supply) ราคาปจ่ายในการผลิต ต้นทุนสูงขึ้น - ผู้ผลิตผลิตสินค้า + กำไร - Supply 2 เทคโนโลยีใหม่ๆ การใช้เทคโนโลยี → ลดต้นทุน ก.ผลิตมากขึ้น 3) การคาดการณ์ของผู้ผลิต => กำไร 1 Supply 1 10 20 a - ผลิตสามารถคาดการณ์ ราคาผลผลิตได้ ว่า ราคาสินค้า > สินค้า B ผ.ผลิตนั้นไปผลิต A มากกว่า คำอื่นที่ใช้ปัจจัยการผลิตเดียวกัน มีราคาดีกว่า 0 ราคาสินค้าอื่นที่ 15 0 16 6 a - Ex ข้าวพอมมะลิ จะปรับจาก 100 บาท / คน เป็น 1900 บาท/ต้น 6.ผลิตฯ จะหันมาปลูกข์มากขึ้น 5 ข่าว ? 5 us :. 5 ข่าว ลง (5) จำนวนผู้ผลิต สินค้าที่มีผู้ขายมาก อุปทานก็มากขึ้น
ページ6:
กิจกรรมทดสอบความเข้าใจ อุปสงค์และอุปทานของรถยนต์ไฟฟ้าที่ช่วยประหยัดค่าน้ำมัน และค่าซ่อมบำรุง จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร (เพิ่มขึ้นหรือลดลง) ถ้าปรากฏข่าวนี้ในหน้าหนังสือพิมพ์ ความไม่สงบในตะวันออกกลาง 1. การเปลี่ยนแปลงอุปสงค์ (สินค้าทดแทน) ทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น บริษัทคู่แข่งประกาศลดราคา เพื่อแข่งขันเพิ่มยอดขาย D 1 :. S A คนตระหนักถึงสภาวะโลกร้อน : DA การใช้รถยนต์ไฟฟ้าจะเป็นมิตร กับสิ่งแวดล้อม รัฐบาลประกาศขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 1. 5) ต้นทุนแพงขึ้น กำไร, Supply Exam Tip การเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์และอุปทาน ที่เกิดจากปัจจัยที่ไม่ใช่ราคาเหล่านี้ จะทำให้เส้นอุปสงค์ และเส้นอุปทานเคลื่อนไป จากเดิมทั้งเส้น (shift) อาจจะไปทางซ้ายหรือทางขวา แล้วแต่ว่าปัจจัยเหล่านี้จะทำให้อุปสงค์หรืออุปทานเพิ่มขึ้นหรือ ลดลง คุณทราบหรือไม่ว่า ถ้าอุปสงค์เพิ่มขึ้นอาจจะมาจากรายได้ที่เพิ่มขึ้น เส้นอุปสงค์จะ shift ไปทางซ้ายหรือทางขวา แล้วถ้าอุปทานลดลงจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น เส้นอุปทานจะ shift ไปทางซ้ายหรือทางขวากันแน่ ลองวาดกราฟดู (คำใบ้ : การที่อุปสงค์เพิ่มขึ้นหมายถึง ปริมาณความต้องการซื้อมากขึ้นในทุกระดับราคา ส่วนอุปทานลดลงหมายถึง ปริมาณเสนอขายลดลงในทุกระดับราคา) Do D₁ 2005 So $1 อุปสงค์ (0) : Demand) (1) ใหม่ 02/mar (s: Supply) (878) 3 ใหม่ ราคา Ea So S1 G₁ (1) 4. อุปสงค์ D : Demand ดูปmu S: Supply (9) Do DI ปริมาณ
ページ7:
ราคา ปริมาณ ตัวอย่างเช่น ผู้บริโภคต้องการกินส้มมากขึ้น แต่ผู้ผลิตมีต้นทุน ที่เพิ่มขึ้นจากราคาปุ๋ย ทำให้ผู้ผลิตลดปริมาณขายลง ราคาดุลยภาพและ ปริมาณดุลยภาพจะเป็นอย่างไร กรณีที่ 1 การเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์ (ต้องการกินส้มมากขึ้น) มากกว่าการเปลี่ยนแปลงอุปทาน (ปริมาณเสนอขายส้ม ลดลง) - ราคาดุลยภาพเพิ่มขึ้น และ ปริมาณดุลยภาพเพิ่มขึ้น ราคา E D ปริมาณ กรณีที่ 2 การเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์ (ต้องการกินส้มมากขึ้น) เท่ากับการเปลี่ยนแปลงอุปทาน (ปริมาณเสนอขายส้มลดลง) - ราคาดุลยภาพเพิ่มขึ้น และ ปริมาณดุลยภาพเท่าเดิม กรณีที่ 3 การเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์ (ต้องการกินส้มมากขึ้น) น้อยกว่าการเปลี่ยนแปลงอุปทาน (ปริมาณเสนอขายส้ม ลดลง) - ราคาดุลยภาพเพิ่มขึ้น และ ปริมาณดุลยภาพลดลง สรุปได้ว่า ตัวอย่างนี้อุปสงค์เพิ่มขึ้น ขณะที่อุปทานลดลง จะทำให้ราคา ดุลยภาพเพิ่มขึ้นแน่นอน แต่ปริมาณดุลยภาพอาจจะเพิ่มขึ้น ลดลง หรือ เท่าเดิมก็ได้ ขึ้นกับขนาดของอุปสงค์และอุปทานที่เปลี่ยนแปลงไป จำไว้ตามลืม! อุปสงค์ - อุปทาน * ราคาดุลยภาพ ? ราคา S₁ S D₁ D ปริมาณ
ページ8:
อีกตัวอย่างหนึ่ง ถ้าผู้บริโภคต้องการกินส้มลดลง แต่ผู้ผลิตยังคงมี ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากราคาปุ๋ย ทำให้ผู้ผลิตลดปริมาณขายลง ราคาดุลยภาพ และปริมาณดุลยภาพจะเป็นอย่างไร กรณีที่ 1 การเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์ (ต้องการกินส้มลดลง) มากกว่าการเปลี่ยนแปลงอุปทาน (ปริมาณเสนอขายส้ม ลดลง) - ราคาดุลยภาพลดลง และ ปริมาณดุลยภาพลดลง ราคา กรณีที่ 2 การเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์ (ต้องการกินส้มลดลง) เท่ากับการเปลี่ยนแปลงอุปทาน (ปริมาณเสนอขายส้มลดลง) - ราคาดุลยภาพเท่าเดิม และ ปริมาณดุลยภาพลดลง ราคา ราคา E₁ S S E E₁ 'S D S D₁ ปริมาณ S D₁ ปริมาณ D₁ D ปริมาณ กรณีที่ 3 การเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์ (ต้องการกินส้มลดลง) น้อยกว่าการเปลี่ยนแปลงอุปทาน (ปริมาณเสนอขายส้ม ลดลง) - ราคาดุลยภาพเพิ่มขึ้น และ ปริมาณดุลยภาพลดลง สรุปได้ว่า ตัวอย่างนี้อุปสงค์ลดลง ขณะที่อุปทานก็ลดลงด้วย จะทำให้ ปริมาณดุลยภาพลดลงแน่นอน แต่ราคาดุลยภาพอาจจะเพิ่มขึ้น ลดลง หรือ เท่าเดิมก็ได้ ขึ้นอยู่กับขนาดของอุปสงค์และอุปทานที่เปลี่ยนแปลงไป จําไวจามลืม! อปสงค์ 4 อุปทาน - ราคา 9 ราคา ลบภาพลดลง
ページ9:
ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ ต่อราคา » ค. ต้องการของมนุษย์อ่อนไหว ต่อราคา -- สินค้าที่มีการเปลี่ยนแปลงปริมาณอุปสงค์มากกว่าภาคขอ ความยืดหยุ่นของอุปาทาน ต่อราคา สตร จ *สินค้ามีการเปลี่ยนแปลงรูปสงค์ต่อราคาย % นนนมาก ลง ราคา = ราคาปัจบัน - ก่อนหน้า ก่อนนห่า อุปสงค์ความต้องการ : คนต้องการในนั้น - ก่อน 1 อุปทานลดลง - ดุลยภาพราคาเพิ่ม nou 2% อุปสงค์ อุปสงค์ อุปทาน - ดุลยภาพลดลง ๆ สินค้าต่างกันมีความยืดหยุ่น ต่างกัน ยกเว้น โลงศพ ถูกหรือแพงก็ซื้อ ม 2013 Ex = หยดม 10 kg = 100 บาท ขายได้ 5 - 50 บาท สรุปได้ว่า แต่ ทายสม 10 kg. - 50 เท ทยได้ 20 g. 100 บาท สินค้าที่มีความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคามาก การปรับลดราคา จะทำให้รายได้เพิ่มขึ้น (เพราะอุปสงค์เพิ่มขึ้นมากกว่าราคาที่ลดลง) ลดราคา คนซื้อ = ขณะที่การปรับเพิ่มราคาจะทำให้รายได้ลดลง (เพราะอุปสงค์ลดลง มากกว่าราคาที่เพิ่มขึ้น) สินค้าที่มีความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคาน้อย การปรับลดราคา จะทำให้รายได้ลดลง (เพราะอุปสงค์เพิ่มขึ้นน้อยกว่าราคาที่ลดลง) ขณะที่การปรับเพิ่มราคาจะทำให้รายได้เพิ่มขึ้น (เพราะอุปสงค์ลดลง น้อยกว่าราคาที่เพิ่มขึ้น) NOTE: การลดราคาทำให้อุปสงค์เพิ่มขึ้น elastic ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ ต่อราคา : มีการเปลี่ยนแปลงปริมาณอุปทาน > ราคา (ราคาเพิ่มผู้ผลิตสามารถผลิตเพิ่มได้เช่นกัน) * ยกเว้น น้ำมัน ทุนการผลิต ปัจจัยจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงขึ้นกับปัจจัยดัง 1) ระยะเวลา ว - การผลิตระยะยาว มีความยืดหยุ่นได้น้อยกว่าระยะสั้น คือ ผลิตสามารถเปลี่ยนแปลง การผลิต ปริมาณได้ 2) ความคงทนของสินค้า » สินค้าที่เก็บไว้ได้ไม่นานก็จะมีค. ยืดหยุ่นน้อย เช่น ผัก เนื้อสัตว์ การทำงานของระบบเศรษฐกิจแบบปิด : ภาคครัวเรือน : ธุรกิจ 3) ระบบเศรษฐกิจแบบปิด (ไม่มีรัฐบาลแทรกแซง) สายรับของธุรกิจ - รายจ่ายครัวเรือน (ค่าใช้จ่ายของใช้ HELLO KITTY ครัวเรือน ขายปัจจัยการผลิต ภาคแรงงาน กลไกราคาใช้กับ ลูกจ้าง มีเพจต่อรองกับผู้ซึ่งน้อย จงมี "คน กรรมการ นาว" ถ้ามแดง น นว โดยทาง 1. สาะ เส 1. ค่าครองช 5. ทาง " ภาคครัวเรือนกับการบริโภค ธุรกิจขายสินค้าแก่ครัวเรียน รายจ่ายธุรกิจ : ขายรับครัวเรือน ( ค่าจ้าง, ดอกเบี้ย ค่าเท่า) เมื่อครอบครอบสายได้จากภาคธุรกิจก็จะเกิดการใช้จ่าย เรียกว่า การบริโภค (Consomption) เมื่อบริโภคก็จะเกิดความสุขและเกิดประโยชน์ 855ถประโยชน์ ability ความพึงพอใจของผู้บริโภค ของผู้บริโภค จากการได้รับสินค้า บริการ 6.ช่วงเวลาหนึ่ง Ex utility - 1 ) ตามลำดับ " 94 สน ค่าคงทน - เยน ชุด สนค่า งคงทน = รองเท้า เผ้า จ 1 พิจารณาจาก เวต, ค.คงทน Ø ภายได้ = มรายได้มาก - มาด 6) สินเชื่อ การบริโภค : เงินเพื่อมาใช้ทอ ปัจจัยกำหนดการบริโภคในครัวเรือน (2) คาดการณ์รายได้ล่วงหน้า 1 เงินเดือนจะขึ้น 10. ใช้จ่ายล่วงหน้า (4) ดอกเบี้ย -9° (6) รสนิยม - ของสังคม
ページ10:
รายได้ครัวเรือน - รายจ่ายอุปโภค + เงินออม = การออมในภาคธุรกิจ - การสะสมผลกำไร เพื่อนำไปพัฒนาต่อยอด การออมและการบริโภคที่มีผลต่อเศรษฐกิจ การบริโภค 1 ทำให้เศรษฐกิจขยายตัว การออม ๆ ทำให้การลงทุนและเศรษฐกิจขยายในอน ในอนาคต นอากง เนล มาก นิย ส่วนเปลี่ยนปลง + 1 0 (0) * ค่านิยามจาก องค์การสหประชาชาติ สังคมผู้สูงวัย (aging society) คือ สังคมที่มีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 7 ของประชากรทั้งหมด สังคมผู้สูงวัยโดยสมบูรณ์ (aged society) คือ สังคมที่มีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 14 ของประชากรทั้งหมด NOTE: การเปลี่ยนมือไม่ถือเป็นทุนทาง ค.ศ. ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) - การผลิตที่ซับซ้อน ต้องมีม. ประกอบการหลายคน ตั้งแต่ผู้ผลิตแรง - ผู้ผลิตท้าย Ex. ซื้อบ้าน ที่ดินเก็งกำไร ถือเป็นการเปลี่ยนมือ ชื่อเครื่องมือมือ 2 การลงทุน - การเพิ่มปัจจัยในการผลิตประเภททุน = สินค้าคงเหลือ สินค้าที่อยู่ระหว่างผลิต สำเร็จรูป หากมากเกินไปก็จะมีงานทุนการเก็บรักษาเพิ่มขึ้น ปัจจัยในการลงทุน ทั้งนี้ I 0) กำไรจากการลงทุน (expected profit) = ที่คุ้มค่ากับการลงทุน 3) อัตราดอกเบี้ย (interest rate) - เงินที่จ่ายเป็นค่าเสียโอกาส ถ้าลงทุนมาก - ดอกเบี้ยต่ำ สายได้ปัจจัยmรผลิต - แทนแพง การผลิตลดน้อยลง 4) ความเจริญด้านเทคโนโลยี - เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน = (6) การสนับสนุนจากนโยบายภาครัฐ : สนับสนุนด้านภาษี เช่น สนับสนุนรถไฟฟ้า - แนวโน้มด้านเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน | ลงทุนน้อย - ดอกเบี้ยสูง การลงทุนที่มีผลต่อเศรษฐกิจ : มีการเพิ่มปัจจัยการผลิต พัฒนาสินค้าใช้ ทำให้การบริโภค 1 = เศรษฐกิจขยายตัว ผลตอบแทนธุรกิจผ่านตัวทวีคูณ (multiplier) : การเพิ่มขึ้นของรายได้มากกว่าเม็ดเงินลงทุน สามารถใช้ต่อได้ในระลอกใหม่ ที่มาของเงินทุน 0 การออมภาคครัวเรือน ๕ real Sector การกู้ยืม ฯลฯ > กระหว่างผู้กู้และผู้ให้กู้ โดยผ่านตัวกลาง คือ ภาคการเงิน กับ ภาคเศรษฐกิจจริง ภาคครัวเรือน เงินออม เงินกู้ ภาคธุรกิจ ธนาคาร ดอกเบี้ยเงินฝาก ดอกเบี้ยเงินกู้
ページ11:
กล่องความรู้ที่ 4 ความเชื่อมโยงของภาคเศรษฐกิจจริงและภาคการเงิน ในระบบเศรษฐกิจนั้นแบ่งคร่าว ๆ เป็น 2 ส่วน คือ (1) ภาคเศรษฐกิจจริง และ (2) ภาคการเงิน โดยภาคเศรษฐกิจจริงที่ได้ยินกัน คุ้นหูว่า “real sector” นั้น ก็คือ ภาคเศรษฐกิจที่มีการผลิตสินค้าและบริการจากผู้ประกอบการที่ใช้วัตถุดิบและปัจจัยการผลิตต่าง ๆ อาทิ แรงงาน ที่ดิน และทุน มาผสมผสานหรือผ่านกระบวนการผลิตเป็นสินค้าและบริการ และมีกลไกราคาเป็นตัวตัดสินว่าธุรกิจจะ ผลิตอะไร ใช้ปัจจัยการผลิตอย่างไร และจำหน่ายให้กับใคร อย่างที่เราได้กล่าวมาข้างต้น ขณะที่ภาคการเงินเป็นเหมือนตัวหล่อลื่น กิจกรรมในภาคเศรษฐกิจจริงเพราะเป็นภาคเศรษฐกิจที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางเกี่ยวกับธุรกรรมด้านการเงินระหว่างผู้กู้และผู้ให้กู้ โดยระดมเงินออมจากผู้ให้กู้ไปให้แก่ผู้กู้ที่ต้องการเงินไปเพื่อการบริโภคหรือเพื่อการลงทุนดำเนินธุรกิจ ซึ่งคนที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลาง ที่ว่านี้ ก็คือ สถาบันการเงิน แต่ไม่ใช่เฉพาะธนาคารเท่านั้น บริษัทเงินทุน สหกรณ์ หรือแม้แต่โรงรับจำนำก็ทำหน้าที่นี้ได้ หากเปรียบภาคเศรษฐกิจจริงเสมือนกับร่างกายของคนเรา และภาคการเงินเปรียบเสมือนกับระบบเลือดที่ไหลเวียนหล่อเลี้ยง ร่างกาย ถ้าการไหลเวียนของเลือดไม่ดี เกิดติดขัด ร่างกายของคนเราก็แย่ตามไปด้วยเช่นกัน หากภาคการเงินมีปัญหา ก็จะมี ผลต่อการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจของภาคเศรษฐกิจจริงด้วย เหมือนที่หลายคนอาจเคยได้ยินในช่วงวิกฤติการเงินโลกในปี 2551 นั้น จุดเริ่มต้นมาจากปัญหาในภาคการเงินในสหรัฐฯ ที่มีปัญหาขาดสภาพคล่อง และได้ขยายผลกระทบจากภาคการเงินสู่ ภาคเศรษฐกิจจริง การจับจ่ายใช้สอยชะลอลง สินเชื่อของภาคธุรกิจตึงตัว (สถาบันการเงินไม่ต้องการหรือไม่อยากปล่อยกู้ให้ กับภาคธุรกิจ) ภาคธุรกิจจึงต้องลดการผลิต และปลดคนงานจำนวนมาก ซึ่งนอกจากส่งผลต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ แล้ว ยังส่งผลให้ เศรษฐกิจการค้าโลกถดถอยตามไปด้วย จะเห็นว่า ภาคการเงินมีความสำคัญต่อภาคเศรษฐกิจจริง และทั้งสองภาคนี้ก็มีความสัมพันธ์ เชื่อมโยงต่อกันอย่างแยกไม่ออก การเชื่อมโยงจากภาคการเงินไปสู่ ภาคเศรษฐกิจจริง เราทราบจากในบทก่อน ๆ แล้วว่า AMBD I XX ดอกเบี้ยถือเป็นต้นทุนค่าเสียโอกาส อย่างหนึ่ง เพราะหากเรานำเงินไปลงทุน ในหุ้นก็จะเสียโอกาสที่จะได้รับดอกเบี้ย จากการฝากธนาคาร ดังนั้น ต้นทุน START ค่าเสียโอกาสในการลงทุนในที่นี้จึง หมายถึงดอกเบี้ยที่ควรจะได้รับ ซึ่งดอกเบี้ยนี่เองที่เป็นผลตอบแทนที่ให้กับผู้ให้กู้หรือผู้ออมเงินที่ยอมเสียสละการบริโภคในปัจจุบัน ขณะที่ดอกเบี้ยก็เป็นต้นทุนที่ผู้กู้หรือผู้ลงทุน (ภาคธุรกิจ) ต้องจ่าย โดยมีธนาคารหรือสถาบันการเงินที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงกิจกรรม การออมและการลงทุนระหว่างผู้ออมและผู้ลงทุนเข้าด้วยกัน
ページ12:
กล่องความรู้ที่ 4 (ต่อ) ความเชื่อมโยงจองภาคเศรษฐกิจจริงและภาคการเงิน เมื่ออัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้น คือ คนก็ยิ่งนำเงินที่หามาได้ไปฝากธนาคาร หรือออมเงินเพิ่มขึ้น เพราะด้วยเงินเท่าเดิม แต่ตอนนี้ได้ดอกเบี้ยตอบแทนเพิ่มขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้จึงเท่ากับว่าเงินที่เหลือสำหรับการบริโภค ณ ตอนนี้ ลดลงด้วย ในขณะเดียวกัน ในส่วนของภาคธุรกิจซึ่งเป็นผู้กู้ เมื่ออัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น นั่นหมายความว่า เขามีต้นทุนในการกู้เงินเพื่อไปลงทุนสูงขึ้น ซึ่งภาคธุรกิจเองก็อาจจะไม่อยากกู้เพราะมีความเสี่ยงที่ว่า โครงการที่ลงทุนอาจให้ผลตอบแทนต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยที่กู้มา นอกจาก การลงทุนของภาคธุรกิจที่ลดลงแล้ว ยังรวมถึงการกู้เพื่อบริโภคสินค้าคงทนของผู้บริโภคที่ลดลงด้วย เช่น รถยนต์ บ้าน ฯลฯ ดังนั้น การที่อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น จึงทำให้การออมเพิ่มขึ้น ขณะที่การบริโภคและการลงทุนก็จะลดลง ทำให้เศรษฐกิจชะลอลง อัตรา ดอกเบี้ย สูงขึ้น การบริโภค และการลงทุน ลดลง Bee เศรษฐกิจชะลอตัว/ ลดความ ร้อนแรง ในทางตรงกันข้าม เมื่ออัตราดอกเบี้ยลดลง คนก็ย่อมไม่อยากฝากเงินไว้ที่ธนาคาร หรือออมเงินลดลง เพราะได้รับผลตอบแทน น้อยลง จึงนำเงินไปใช้สำหรับการบริโภคมากขึ้นเพราะต้นทุนของการบริโภคถูกลง ในส่วนของภาคธุรกิจ เมื่ออัตราดอกเบี้ยลดลง โครงการบางอย่างก็อาจคุ้มทุนที่จะดำเนินการหรือมีความน่าสนใจที่จะลงทุนมากขึ้นเพราะต้นทุนการกู้ยืมถูกลง การลงทุนของภาค ธุรกิจจึงเพิ่มขึ้น ดังนั้น การที่อัตราดอกเบี้ยลดลง จึงทำให้การออมลดลง ขณะที่การบริโภคและการลงทุนเพิ่มขึ้น ส่งผลทำให้การ ขยายตัวทางเศรษฐกิจเร่งตัวขึ้น อัตรา ดอกเบีย ลดลง 000 eee การบริโภค และการลงทุน เพิ่มฟิน เศรษฐกิจเร่งตัว . . . เราเห็นแล้วว่า การเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยในภาคการเงินมีผลต่อการใช้จ่ายของภาคครัวเรือน และการลงทุนของภาคธุรกิจ ซึ่งจะมีผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ อัตราดอกเบี้ยจึงเป็นเครื่องมือหลักในการดำเนินนโยบายการเงินของแบงก์ชาติเพื่อทำให้ กิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่ว่าจะเป็นการผลิต การบริโภค การค้า และการลงทุนเพิ่มขึ้นหรือลดลง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการจ้างงาน การขยายตัวทางเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อในที่สุด (จะกล่าวถึงในบทที่ 9 หัวข้อ “นโยบายการเงิน) Key Points ระบบเศรษฐกิจแบบปิดที่มีภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ โดยภาคครัวเรือนจะมีบทบาทในระบบเศรษฐกิจผ่านการบริโภคและเป็นเจ้าของ ปัจจัยการผลิต ขณะที่ภาคธุรกิจจะมีบทบาทในระบบเศรษฐกิจผ่านการผลิตและการลงทุน • การบริโภคของภาคครัวเรือนขึ้นกับหลายปัจจัย อาทิ ระดับรายได้ การคาดการณ์รายได้ ราคาและปริมาณสินค้าในอนาคต การเข้าถึง สินเชื่อและอัตราดอกเบี้ย รสนิยมผู้บริโภค • การลงทุนของภาคธุรกิจขึ้นอยู่กับกำไรที่จะได้รับจากการลงทุน อัตราดอกเบี้ย ราคาปัจจัยการผลิต เทคโนโลยี รวมถึงนโยบายของรัฐบาล การบริโภคและการลงทุนมีผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจผ่านผลของตัวทวีคูณ ภาคเศรษฐกิจจริงและภาคการเงินมีความเชื่อมโยงต่อกัน โดยภาคการเงินเป็นเหมือนตัวหล่อลื่นกิจกรรมในภาคเศรษฐกิจจริง • การเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยในภาคการเงินมีผลต่อการใช้จ่ายของภาคครัวเรือน และการลงทุนของภาคธุรกิจ ซึ่งจะมีผลต่อ การขยายตัวทางเศรษฐกิจ
ページ13:
การทำงานของเศรษฐกิจในระบบแบบปิดที่มีรัฐบาล รัฐบาลเข้ามาแก้ไข ครัวเรือน : ธุรกิจ * * แก้ไข ความล้มเหลวของตลาด (market failure) ความล้มเหลวของตลาดแบ่งเป็น 4 ประเภท 0) สินค้าสาธารณะ (Public goods) สินค้าที่เอกชนไม่อยากผลิต เพราะคนส่วนใหญ่ใช้แบบ (free rider) สินค้าที่ส่งผลกระทบ กระทบ = สนค่าทีสงผลต่อด้าน Gle NOTE การที่รัฐเข้ามาแทรกแซงมากเกินไป หรือ ตลาดมีประสิทธิภาพดีอยู่แล้ว เกิดผลเสีย (ด. บิลเบียน) (3) สินค้า ผูกทดโดยธรรมชาติ (externalites) สินค้าที่สามารถจำหน่ายเพียงผู้เดียว ต้องใช้เทคโนโลยี รัฐทางให้ประชาชนมาถึงง่าย เช่น ไฟฟ้า น้ำปะปา 4) สินค้าที่ผู้ผลิต บริโภคที่ไม่ตรงกัน ( asymmetrice infomation) ระบบเศรษฐกิจแบบปิด กรณีมีรัฐบาล รายจ่ายของธุรกิจ = รายรับจองครัวเรือน (ค่าเช่า ค่าจ้าง ดอกเบี้ย กําไร) ธุรกิจ รายรับค่าสินค้า/บริการ รายจ่ายของรัฐบาล เงินโอน ภาษีให้กับรัฐบาล รัฐบาล รายรับค่าสินค้า/บริการ - รายจ่ายของรัฐบาล เงินโอน รายรับจองธุรกิจ = รายจ่ายจองครัวเรือน ภาษีให้กับรัฐบาล ครัวเรือน การดำเนินกิจกรรมของรัฐในทางเศรษฐกิจ - กระจายสินค้าแก่ประชาชนให้สามารถเข้าถึงอย่างทั่วถึง เป็นผู้บริโภค จากรายได้ภาษี เจ้าของปัจจัยการผลิต ก.ใช้จ่ายของรัฐบาล 3 ประเภทหลัก ๆ ปี รายจ่ายเพื่ออุปโภค (งบประจำ) Ex. ค่าจ้าง ค่าครุภัณฑ์ ค่าวัสดุ อุปกรณ์ ค่าสำนักงาน ฯลฯ 0 รายต่อลงทุน ใช้งาน สาธารณะ เพื่อ ปล. Ex. ทำถนน เขื่อน, สะพาน ซ่อมบำรุง สาธารณะ 409 6) รายจ่ายประเภทเงินโอน (transfer payments) เงินโอนให้เปล่า Ex. เงินสนับสนุนโครงการคนจน, เรียนฟรี โดย 1 ปัจจัยรายจ่ายของรัฐบาล 0 ราย บ ภาพประชาชน การเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต : ภาคธุรกิจมาใช้ทรัพยากร Ex. ค่าสัมปทาน ค่าภาคป่าไม้ ค่าภาคแร่ธาตุ ฯลฯ (2) นโยบายการคลัง นโยบายการคลังแบบขยายตัว = รายาย > รายรับ ใช้ช่วง เศรษฐกิจซบเซา นโยบายการคลังแบบ มดด = รายาย = รายรับ นโยบายการคลังแบบหดตัว รายจ่าย 4 รายรับ ใช้ช่าง เศรษฐกิจรายสา
ページ14:
ผลของเศรษฐกิจผ่านตัวทวีคูณของรัฐ : การที่รัฐลงทุนไปแล้ว กระจ่ายสูงระบบเศรษฐกิจ ที่สร้างเม็ดเงินมากกว่าที่รัฐเสียไป การลดภาษีแก่ประชา Ex. รัฐทำสะพาน 10 ล้าน และ จ่ายแก่ผู้รับเหมา ผู้รับเหมาไปซื้อ อิฐ หิน ปูน ทราย กับพ่อค้า แม่ค้า - ขยายเศรษฐกิจ ประเภทของภาษีที่สำคัญหลัก ง เก็บในอัตราเงินก้าวหน้า (Progressive Incom Toy : PIT) 0 ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา - ภาษี ผู้มีรายได้ 0- 150,000 ไม่เสีย 150 000 - 300,000 = 5 ) ( มีรายได้มากเสียมาก) 2) สานิติบุคคล บริษัท เก็บจากกำไรสุทธิ 01 - 201l. (ธุรกิจใหญ่ เก็บภาษี 2014) เก็บแบบ Sris (Ø) ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) = เก็บจากการบริโภค 11. บริโภคเยอะ - เสียเยอะ ( ถือว่า ราย ภาชีมาป การที่รัฐบาล กระตุ้นโดยการ จ่ายเยอะๆ คิด ภาษีมาก ทําให้ น ( ประเทศ) เป็นหนี้ ทาง ค. เชื่อมั่น ย่านปท. อุปทานถึง - ทรัพยากร มด - แข่งกินกัน NOTE : การก่อหนี้ ขอรัฐบาล ไม่แน่เสมอไป ๕ ในระยะยาว Inn คือ การลงทุน แต่ต้องไม่ X X * มากเกินจนบริหารไม่ได้ น้มนเขีย 4) ภาษีสรรพสามิต - เก็บจากสินค้าที่มีผลต่อสังคม เช่น สุรา บุหรี่ เบียร์ เพื่อนำไปใช้บรรเทาผลกระทบ Ex. รักเรคมะเร็ง แรง เก็บจากการใช้น้ำมัน ที่สร้างผลกระทบสิ่งแวดล + การทำงานเศรษฐกิจแบบเปิด มีภาคต่างประเทศ : ภาคครัวเรือน + ภาคธุรกิจ + ภารัฐ (ภาคราว ปท.) การค้าระหว่างประเทศเกิดจาก 2 อย่าง 10 การได้เปรียบ - ประเทศที่มีกันทุนการผลิตถูกท่า - ส่งออก ประเทศที่มีต้นทุนการผลิตมากกว่า 5 นาท + 9 การแลกเปลี่ยน - เกิดการ เทย กัน ระบบทรัพยากรที่แต่ละประเทศมี <= ระบบเศรษฐกิจแบบเปิด 7 ปี) ทาดดุล - นำเข้า ส่งออก (เงินในออก) => เงินที่ในออก สามารถกู้ได้จาก ปท.อื่น _g) เกินดุล ส่งออก > นัท (เงินไหลเข้า) 57 เงินที่ไหลเข้าสามารให้ก็ได้ การกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนภายระหว่างประเทศ - การแลกเปลี่ยน จากค่าเงินที่ต่างกันขึ้นกับ อำนาจการซื้อที่แท้จริง คาเงินบาทแข็งตัว อ่อนตัว - มีค่ามาก แพงขึ้น ลด = 0 ค่าเงินบาทแข็งตัว (Baht appreciation) = เงินบาทน้อยตั้งแต่แลกเงินได้ เดิม Ex เดิม 30 บาท = 100ลดาสแรกๆ - 29 บาท - 1 600 (3) ค่าเงินบาทอ่อนตัว ( Baht depreciation) - เงินบาทมากขึ้น แข็ง เท่าเดิม แต่งอก ห้อยขึ้น Ex เดิม 30 บาท - 1000 - 39 บาท - 1000 ปัจจัยการนิยมใช้สกุลเงิน น ค่าเงินบาทอ่อนตัว ลดต NOTE: ฮา - การตกินทางการค้า ประเd A เสริมความรู้ แลกเปลี่ยนกัน mran suth ส้ม การเปรียบเงินตราจองแต่ละประเทศ เป็นสินค้า แม็ความเป็นจริงแล้วเราไม่ได้ ต้องการซื้อเงินตราต่างประเทศนั้นหรอก แต่เราต้องการสินค้าหนึ่ง ๆ ที่ชื้อจายกิน ด้วยเงินดอลลาร์สหรัฐ ต่างหาก จึงทําให้เราต้องการเงินตราต่างประเทศ หรือที่เรียกกันว่าเป็นอุปสงค์สืบเนื่อง (derived demand) นั่นเอง ประเnd b - การ coul แอ เกิดจากguns, อุปสรd vos เป E× นิยมใช้เงินบาท - แบ่ง ค่าเงินบาทแข็งตัว มา ขายคิน 4 ซึ่งสินค้า, บริการของปท.นั้น 0 ส่งออกกับ ปท. ใน 6 ลงทุน ปท. ใน (2) ลงาน 3) จ่ายหนี้สิน การแห่งประเทศไทย ใครได้ ใครเสีย? 3) เงินจากต่างประเทศ ใน ค่าเงินบาทแข็ง vs ค่าเงินบาทอ่อน สมมติว่าวันนี้ 308-18 ค่าพิบบาทอ่อน การได้เงินมากมากขึ้น ค่าเงินบาทแข่ง SR-15 286-181 โกะ ประโยชน์ folignes Amsanduku โครได้ประโยชน์? unduse amsidecess ใครเสียประโยชน์? fooon hekuranachous นางนรก ราย วันลงประก vandutu การสองเวทีดินลายประเทศ งาน speels เล ประกอบการSR ค่อยเกี่ยวกับสกุลพร helduabuturinkundu ใครเสียประโยชน์? hhudunumshituh ประชาชน และบริการจากเทพน - ลานบ้านแพงขึ้น เช่น เครื่องจักร อุปกรณ์ต่าง ๆ ( 90dกันประเทศ มีการอื่น เราใช้กันมานานเป็น Lee seou 000 of Th 1 1 . T . + 1 1 พลดีต 0 8 ส่งออก - ได้รับเงิน จาก ปท. คู่ค้าและเทมาแลกกัน 3 นักลงทุน : พัฒนาเทคโนโลงใต้ 3) นำเข้า : ชื่อสนามากก ไทยได้เยอะ ลดจาก แก่ต่างปท.ได้ ผลเสียต่ (5) ลุกน - จ่ายนนี้ น้อยลง 1) นักลงทุน - ค่าอุปกรณ์แพงขึ้น น้าา - - ง า าแพง (6) ดูคนนี้ต่างปท. เองว่าชนในจำนวนที่มากขึ้น ลเลี้ย 0 0 42000 - ส่ง๐๐ ในราคาที่ แผ ใครได้ ใครเสีย เมื่อเงินบาทแข็งค่า หรือ อ่อนค่า ง ๑ ค่าของเงินบาทมีผลกระทบโดยตรงต่อผู้ส่งออก ผู้นำเข้า ผู้ลงทุน และผู้ที่มีหนี้ต่างประเทศ โดยเมื่อมีคนได้ก็ต้อง มีคนเสีย เรื่องแบบนี้ก็เหมือนกับเหรียญ 2 ด้าน แล้วแต่ใครจะมองทางด้านไหน eli
ページ15:
บ กล่องความรู้ที่ 5 เงินลงทุนจากต่างประเทศมีความสำคัญแค่ไหน ? เงินลงทุนจากต่างประเทศนับว่ามีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศผู้รับการลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ ประเทศที่กำลังพัฒนา ซึ่งแม้ว่าประเทศเหล่านี้จะเป็นประเทศที่มีทรัพยากรและแรงงานเป็นจำนวนมาก ทำให้มีลู่ทางในการลงทุน มากมาย แต่ประชาชนโดยรวมยังมีรายได้น้อย ขณะที่การบริโภคมีสัดส่วนที่สูง ทำให้การออมภายในประเทศมีไม่เพียงพอกับความ ต้องการลงทุนของประเทศ จึงต้องพึ่งพาการลงทุนจากต่างประเทศ หรืออีกนัยหนึ่ง ก็คือ การนำเอาเงินออมที่เหลือใช้จากประเทศ อื่นมาลงทุนในประเทศที่ขาดแคลนเงินทุน (ประเทศผู้รับการลงทุน) โดยการลงทุนที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว ย่อมจะทำให้เศรษฐกิจของ ประเทศผู้รับการลงทุนขยายตัวในอัตราที่สูงขึ้น และยังเป็นการสร้างงาน ตลอดจนการนำเอาเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาในประเทศ อีกด้วย จึงไม่น่าแปลกที่รัฐบาลของประเทศเหล่านี้จะพยายามชักจูงให้คนต่างประเทศมาลงทุนในประเทศของตน โดยการให้ สิทธิประโยชน์ในด้านต่าง ๆ การลงทุนประเภทนี้ เราเรียกว่า การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment) หรือ ที่รู้จักกันดีว่า FDI FDI เป็นการลงทุนในระยะยาวเพื่อสร้างโรงงาน ซื้อเครื่องมือเครื่องจักรในการผลิต ซึ่งเป็นการเพิ่มกำลังการผลิตในภาคอุตสาหกรรม อีกทั้งยังเป็นการลงทุนที่มีคุณภาพ เพราะมักจะนำเข้าเทคโนโลยีและวิธีการบริหารจัดการแบบใหม่ ๆ มาถ่ายทอดให้กับประเทศ ผู้รับการลงทุน นอกจากนี้ ยังกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศผู้รับการลงทุน ตัวอย่างเช่น การลงทุนจากต่างประเทศ ในอุตสาหกรรมรถยนต์ของไทยในทศวรรษ 1990 ทำให้อุตสาหกรรมรถยนต์ในไทยมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด อย่างไรก็ดี การลงทุนจากต่างประเทศนั้น นักลงทุนต่างประเทศก็ต้องการผลกำไรตอบแทนที่คุ้มค่ากับความเสี่ยงต่าง ๆ ที่เคลื่อนย้ายเงินทุน และเทคโนโลยีมายังประเทศผู้รับการลงทุนด้วย เงินลงทุนจากต่างประเทศยังมีอีกหลายประเภท เช่น การลงทุนในตลาดหุ้น การลงทุนในพันธบัตร และเงินกู้ยืมจากต่างประเทศ เป็นต้น ซึ่งเงินลงทุนพวกนี้จะมีความผันผวนมากกว่าเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ บางครั้งเป็นการเข้ามาในรูปของการเก็งกำไร ทำให้มีเงินไหลเข้าไหลออกอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ค่าเงินผันผวนไปด้วยเช่นกัน ซึ่งจะกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ (อ่านรายละเอียดในบทที่ 8) ANEX Key Points • ทรัพยากร เทคโนโลยี ความชำนาญในการผลิตที่แตกต่างกันของแต่ละประเทศ ทำให้เกิดการค้าระหว่างกันขึ้น โดยแต่ละประเทศจะเลือก ผลิตสินค้าและบริการที่ตนเองมีความได้เปรียบมากที่สุด (ชำนาญกว่า ต้นทุนถูกกว่าเพราะมีทรัพยากรมาก เทคโนโลยีดีกว่า) แล้วนำไป แลกเปลี่ยน (ทําการค้า) กับสินค้าและบริการที่ตนเองมีความได้เปรียบน้อยกว่ากับประเทศอื่น ๆ • เมื่อมีการค้าระหว่างประเทศเกิดขึ้น ก็จะมีประเทศที่ “เกินดุลการค้า” และ ประเทศที่ “ขาดดุลการค้า” จึงเกิดการกู้ยืมระหว่างกัน โดยประเทศที่เกินดุลการค้า จะเป็น “ผู้ให้กู้ยืม” ส่วนประเทศที่ขาดดุลการค้า จะเป็น “ผู้กู้ยืม” นอกจากการกู้ยืมเงินระหว่างกัน ยังทำให้ เกิดการลงทุนระหว่างประเทศด้วย โดยจะมีการนำเงินไปลงทุนในประเทศที่มีทรัพยากรมากกว่า หรือมีต้นทุนการผลิตถูกกว่า • ในการค้าขายระหว่างประเทศจะมีการตกลงอัตราที่จะใช้แลกเปลี่ยนสกุลเงินของประเทศตนและสกุลเงินของประเทศคู่ค้า หรือ “อัตราแลกเปลี่ยน” เพื่อทำการซื้อขายระหว่างกัน โดยอัตราแลกเปลี่ยนที่ตกลงกันนี้ จะขึ้นอยู่กับ “อำนาจซื้อที่แท้จริง” ของเงินสกุลนั้น ๆ หรือก็คือ สินค้าและบริการที่เงินสกุลนั้นจะซื้อได้ • ค่าเงินสกุลหนึ่ง ๆ อาจแข็งค่าหรืออ่อนค่า เมื่อเทียบกับอีกสกุลหนึ่งได้ในช่วงเวลาหนึ่ง เพราะอัตราแลกเปลี่ยนหรือราคาของเงินสกุลหนึ่ง เทียบกับอีกสกุลหนึ่ง จะถูกกำหนดจากกลไกตลาดเช่นเดียวกับราคาสินค้าทั่วไป ถ้าความต้องการซื้อมากกว่าที่เสนอขาย เงินสกุลนั้น ก็จะแข็งค่า (แพงขึ้น) แต่ถ้าความต้องการซื้อน้อยกว่าที่เสนอขายเงินสกุลนั้นก็จะอ่อนค่า (ถูกลง) • ค่าเงินบาทอ่อนหรือแข็งมีทั้งกลุ่มคนที่ได้และเสียเสมอ
ページ16:
บทที่ 3 เศรษฐกิจมหาภาค ความกินดีอยู่ดีของ ปชช. เป้าหมายเศรษฐกิจมหภาค = มูลค่าผลิตภัณฑ์ = รายได้ = ค่าใช้จ่ายทั้ง ค่าใช้จ่ายทั้งหมด เกิดการพัฒนา ปรับปรุงใหม่ (1) การเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ (Economics gels) มีอยู่ มีกิน มีใช้ 3 เศรษฐกิจยิ่งโต คนยิ่งมีกิน การพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน (Sustanible economic gols) - ระยะยาว สามารถวัดจาก Gols Dimestic Product : GDP ผลผลิตมวลรวมในประเทศ NOTE: - Grols Dimestic Income: GDI = รายรับรวมภายในประเทศ Gols Dimestic Expenditure = รายจ่าย ภายในประเทศ GDP : Gols Dimestic Product : ค่าใช้จ . ค่าใช้จ่ายทั้งหมดของประเทศ ได้แก่ค่าใช้จ่าย 4 ส่วนดังนี้ . การวัดความสุขมวลรวมของประเทศ (Gross Natinal Happeness) ดัชนี ความสุขของโลก (Happy Planet index : HPI) 0 รายจ่ายเพื่อการบริโ การบริโภคของเอกชน - การใช้จ่ายภาคครัวเรือน (C) 2 รายจ่ายเพื่อการลงทุนของเอกชน " การ (I) ๏ รายภาครัฐ (G) GPD = c + I + G + (x - 1) * ถ้าผลิตในประเทศใด - GDP ของประเทศนั้น 4) มูลค่าการส่งออก ราคา ส่งออก - นำเข้า (x-M) ปีเสถียรภาพด้านราคา (price Stability) = ราคาสินค้าไม่ปรับเปลี่ยนรวดเร็ว (0) ราคา 1 เงินเฟ้อ (สินค้านี้อยกว่า Demand) (8) เงินสด (สินค้ามากกว่า Demand) ANAA Key Points การเกิดภาวะเงินเฟ้อมีผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจ ซึ่งจะส่งผลต่อไปถึงรายได้และการกินดีอยู่ดีของประชาชนด้วย •าร เงินในกระเป๋าจองทุกคนมีค่าน้อยลง เพราะเงินจํานวนเท่าเดิม ซื้อเองได้น้อยลง • ลดแรงจูงใจในการออมเงิน ขณะที่เร่งให้เกิดการใช้จ่าย และอาจเป็นบ่อเกิดของการเก็งกำไร เพิ่มความเสี่ยงให้กับระบบเศรษฐกิจ หากคุมเงินเฟ้อในได้ ทุกคนจะตกอยู่ในภาวะไม่แน่นอน ผู้บริโภคเองก็ไม่ทราบว่าราคาสินค้าและบริการจะปรับขึ้นไปอีกเท่าไร จะบริโภคหรือจะออมเท่าไรดี ในส่วนของภาคธุรกิจ จะตั้งราคาขายอย่างไรให้คุ้มทุน เพราะต้นทุนการผลิตสูงขึ้นเรื่อย ๆ คาดการณ์ ไม่ได้ ยิ่งถ้าคิดจะลงทุนด้วยแล้ว ความไม่แน่นอนเช่นนี้จะกล้าลงทุนไหม ดังนั้น การเกิดเงินเฟ้อเท่ากับเป็นการบั่นทอนการบริโภค การออม การผลิต และการลงทุน • สูญเสียความสามารถในการแข่งจีนด้านราคา เพราะต้นทุนการผลิตและราคาสินค้าส่งออกไทยแพงกว่าคู่แห่ง • วงจรmรขึ้นราคาสินค้า-ค่าจ้าง (price-wage spiral) จะนำไปสู่ปัญหาเงินเฟ้ออย่างรุนแรงในอนาคต และอาจนำไปสู่วิกฤติ พรษฐกิจการเงิน NOTE: ภาวะฟองสบู่แตก - ภาวะเศรษฐกิจเติบโตเร็ว ทำให้คนซื้อสินค้าจาก เนื่องสูง ถึงจุดสูงสุดก็ทำให้เกิดการขายออกทำให้ตาตก (3) การจ้างงานที่เต็มที่ (full employment) , 15-59 ปี คงจะเห็นแล้วว่า การดูแลเงินเฟ้อมีความสำคัญอย่างไร หากเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น ต้นทุนการผลิตก็จะสูงขึ้น ซึ่งจะกระทบต่อความสามารถ ในการแข่งขัน และบั่นทอนการค้าการลงทุน ส่งผลต่อการจ้างงานและการบริโภคด้วย แต่ในทางตรงข้าม เงินเฟ้อที่ต่ำมากๆ ก็อาจไม่จูงใจหรือกระตุ้นให้เกิดการผลิตและการจ้างงานก็ได้ ซึ่งปรากฏการณ์ในขณะนี้ อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกยังคงต่ำต่อเนื่อง แม้หลังจากวิกฤติเศรษฐกิจการเงินโลกได้ผ่านพ้นไปแล้ว ซึ่งเป็นผลจากปัจจัยเชิงโครงสร้างหลายอย่างทั้งจาก 1) ต้นทุนการผลิตที่ต่ำลงจากการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต ตัวอย่างที่เห็นชัดเจน คือ การขุดเจาะน้ำมันในชั้นหินดินดาน (shale oil) ที่ทำให้ปริมาณน้ำมันดิบในตลาดโลกมีมากขึ้นและราคาต่ำลง ความยืดหยุ่นของอุปทานน้ำมันต่อราคาจึงสูงขึ้นด้วย นั่นคือ จะตอบสนองต่อราคาได้เร็ว โอกาสที่ราคาน้ำมันจะเปลี่ยนแปลงเร็วและแรงจึงมีน้อยลง ขณะที่การผลิตสินค้าอื่นๆ ก็มีการนำเครื่องจักรมาทดแทนแรงงาน (automation) เพิ่มขึ้น 2) กระแสโลกาภิวัตน์ (globalization) ซึ่งคงจะปฏิเสธไม่ได้ว่า หลายอุตสาหกรรมล้วนมีเครือข่ายการผลิตและลูกค้ากระจายอยู่ ทั่วโลก กลายเป็นห่วงโซ่อุปทานโลก (global value chain) ที่เชื่อมโยงกันสูงขึ้น ทำให้ประเทศต่าง ๆ สามารถเข้าถึงวัตถุดิบ ได้ง่ายและมีราคาถูกลง การเคลื่อนย้ายปัจจัยการผลิตคล่องตัวมากขึ้น และยังสามารถนำเข้าสินค้าราคาถูกจากประเทศเกิดใหม่ ได้ด้วย เช่น ประเทศจีนที่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในเวทีการค้าโลกมากขึ้น ทำให้การแข่งขันเข้มข้นขึ้น ผู้ประกอบการจึงอาจต้องยอม ลดราคาและกำาไรลงบางส่วนเพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาด 3) การขยายตัวของธุรกิจ e-commerce ก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้การแข่งขันด้านราคารุนแรงขึ้น เพราะการซื้อขายผ่านระบบออนไลน์ มีสินค้าให้ผู้ซื้อเลือกมากขึ้น และผู้ซื้อก็สามารถเปรียบเทียบราคาได้ง่ายขึ้นด้วย (price transparency) ผู้ประกอบการจึง ปรับราคาสินค้าขึ้นค่อนข้างยาก 4) การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (aging society) ที่อาจจะทำให้หลายคนใช้จ่ายน้อยลงเพื่อเก็บออมไว้ใช้ในยามเกษียณ และบางคน ก็อาจจะมีรายได้ไม่พอ ต้องพึ่งพาลูกหลาน ซึ่งจะลดทอนกำลังซื้อของประชากรวัยทำงานอีกด้วย จะเห็นว่าปัจจัยที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ จะทำให้อัตราเงินเฟ้ออาจไม่สูงหรือเร่งขึ้นมากเท่าในอดีต และอาจใช้เวลาในการส่งผ่านผลบวก จากเศรษฐกิจที่ขยายตัวมายังการปรับขึ้นราคาหรืออัตราเงินเฟ้อนานขึ้น ซึ่งจะมีนัยต่อการกำหนดเป้าหมายนโยบายการเงิน ที่เหมาะสมในระยะข้างหน้า เพราะหากแบงก์ชาติกำหนดเป้าหมายที่อยู่ในระดับสูงเกินไปอาจจะกระทบความน่าเชื่อถือของการ ดำเนินนโยบายได้ และดอกเบี้ยต้องอยู่ในระดับต่ำและยาวนานขึ้น หรือดำเนินนโยบายที่ผ่อนคลายมากเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้เงินเฟ้อ ไปถึงเป้าหมาย ซึ่งอาจจะสร้างความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงินได้ เพราะดอกเบี้ยที่ต่ำ คนก็จะลงทุนในผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ที่มีความเสี่ยงเพื่อแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น ผู้อ่านจะได้ทำความเข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายการเงินเพื่อให้บรรลุ เป้าหมายเงินเฟ้อในบทต่อไป ผู้คนในวัยทำงาน ทำงานได้เต็มที่และมีงานทำ 4) การแก้ปัญหาการกระจายรายได้ (income distribution) - การลดการกระจุกตัวของสายได้ในประเทศ โดยมีนโยบายสาธารณะเป็นตัวกระจายรายได้ ดังนี้ - 4.1 การใช้จ่ายของรัฐบาล (govement Spending) : การนำเอารายได้มารัฐบาลมา จ่ายเพื่อการบริโภคของประชาชน = 4.2 เงินโอน (transfer payments) - เงินช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย (โอนให้เปล่า ไม่ตอบแทน) เช่น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 4.3 เก็บภาษีผู้มีรายได้มากกว่า, ภาษีก้าวหน้า (Progressive income tex) = ภาษีที่เป็นตามภายได้ (ภายได้เยอะ - เสียเยอะ)
ページ17:
บทที่ 9 นโยบายเศรษฐกิจแบบมหาภา นโยบายเศรษฐกิจมหาภาค - นโยบายการเงิน + นย. การคลัง + ก.บริหารอัตราแลกเปลี่ยน 32. ทฤษฎีลูกโป่ง 3 สูบ By. ดร. ช่วย สบ (1) » ก.คลัง ข นโยบายการคลัง » มีอยู่ สับ (2) >>> n. เงินภายในประเทศ สบ (9) 5 ก.เงินภายนอกประเทศ - มีอยู่ 2 หลักสำคัญ 7 รายรับ = เก็บภาษี ปี ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ รายาง : จ่าย ธารณะ ค.เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ลมมาก ล ลกโป่งแตก ลม ย - " เขียว การควบคุมคมในลูกโป่ง - ปริมาณเงินให้เหมาะสมกับผลผลิต เงิน > ผลผลิต เงินเฟ้ = เงิน 4. ผลผลิต - เงินด 1. การใช้จ่ายรัฐบาล นโยบายการคลังแบบเศรษฐกิจขยายตัว หรือ นโยบายงบประมาณ แบบทดดุล) >> รายจ่าย รายรับ 2. การลดภา 3. เงินโอน ประสิทธิผลของนโยบายการคลัง > ทฤษฎีลูกโป่ง 3 สูบ Vอง ดร.ป๋วย การค ว่าประเทศ T วงการชะลอเศรษฐกิจ - ลดค่าใช้จ่าย เพิ่มภาษี นโยบายการคลังแบบหดตัว นโยบายงบประมาณเป็นค (รายรับ > ย) 3) เศรษฐกิจ สมดุล 9 รายรับ - รายจาก 27 นโยบายการคลังแบบสมดุล นโยบายงบประมาณ สมดุล -> ใช้เมื่อเศรษฐกิจซบเซา > หากใช้เมื่อเศรษฐกิจดี - เอกชน แห่งทรัพยากรกัน มีประสิทธิภาพในระยะสั้น >> หากระยะยาว รักต้องลงทุนกับทรัพยากรมนุษย์ เช่น การศึกษา สาธารสุข นโยบายการเงิน * มีเป้าหมาย ควบคุมเสถียรภาพทางการเงิน หรือ ควบคุมการเกิดเงินเฟ้อ โดยปี 2543 ผลเสีย (1) หากรัฐไม่ควบคุมการใช้จ่าย ในสมดุล ก็ส่งผลระยะยาว ไทยเริ่มดำเนิน นโยบายทางการเงินภายใต้กรอบเงินเฟ้อแบบยืดหยุ่น (flexible inflation forgeting) เพาะ แบงค์ชาติกำหนดนโยบายการเงิน - กมก.ปรับขึ้น คง หรือลดอัตราดอกเบี้ยโดย (กนง.) เพื่อ ควบคุมเงินเฟ้อ ให้เป็น เงินเฟ้อทั่วไป “ คือ อัตราแลกเปลี่ยนสินค้าบริโภคพื้นฐาน - ค่าครองชีพ (1) มีความชัดเจน (Clarity) » ประกาศให้ประทาน คาดการณ์ 2) นโยบายมีความโปร่งใส (transparency) > ฝึกนการ นโยบายการเงิน (กนง.) นโยบายการเงินมี 2 ประเภท แบบคลายตัว แบบหดตัว - เศรษฐกิจซบเซา เลิกกิจการ ประ ไม่ใช้สอย - เงินด - แย่งกันบริโภค สินค้าขาดตลาด => เนเฌอ ฟ แบงค์ชาติใช้นโยบาย ลดดอกเบี้ย การเงิน ให้สามารถนำเงิน ไปใช้ในการลงทุน ก.บริโภคยิ่งขึ้น 1 - ผลิตภัณฑ์เพิ่ม เศรษฐกิจเติบโต 1 แบงค์ชาติใช้นโยบาย" เพิ่มดอกเบี้ย เงินก็แพงขึ้น (ลดการลงทุน) ราคาแพง ๆ ซึ่งตกลง - ผลิตภัณฑ์ลด
ページ18:
แนวทางการดำเนินนโยบายการเงินของ แบงก์ชาติจะยึดหลัก 3 ข้อ (1) ต้องสอดคล้องกับเป้าหมายการรักษาเสถียรภาพด้านราคา (long-term price stability) และการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมี เสถียรภาพ (2) ไม่เป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ โดยให้มั่นใจว่า การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนมีการขยายตัวในเกณฑ์ดี ต่อเนื่อง (3) ไม่ช้าจนก่อให้เกิดปัญหาความไม่สมดุล เช่น การคงอัตราดอกเบี้ย ไว้ตำนาน ๆ อาจจะส่งเสริมให้มีการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงหรือ การลงทุนในรูปแบบที่ไม่น่าจะก่อให้เกิดผลิตภาพการผลิตใน ระยะยาวทั้งคอนโดมิเนียม ทองคำ และโภคภัณฑ์อื่น ๆ ซึ่งอาจ จะสะสมจนเกิดภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่ตามมา ส่งผลต่อเสถียรภาพ ของระบบเศรษฐกิจ ๆ ช่องทางการส่งผ่านนโยบายการเงินและประสิทธิภาพ นโยบายการเงิน มี 5 อย่างสำคัญ 3 ช่องทางอัตราดอกเบี้ย > แบงค์ชาติกำหนดการเพิ่มดอกเบี้ย (เงินเฟ้อ) ลดดอกเบี้ย (เงินเด 4 (2) ช่องสินเชื่อ : อัตราดอกเบี้ยปรับขึ้น - ภาระการใช้หนี้เพิ่ม = ประสิทธิภาพการคืนสุดลง << (3) ช่องทางมูลค่าสินเชื่อ ช่องทางคนของ = การที่นักลงทุนผู้นำเงินมาฝากกับธนาคาร มากขึ้น ซึ่งเกิดจากค.ไม่มั่นคงของ ศฐก 4) ช่องทางอัตราแลกเปลี่ยน (6) ช่องทางการคาดการณ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย BANK OF THAILAND เพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แล้วจะเกิดอะไรขึ้น ? เมื่อแบงก์ชาติประกาศเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อชะลอความร้อนแรงของเศรษฐกิจ จะส่งผลมาถึงประชาชนและภาคธุรกิจผ่าน 5 ช่องทางด้วยกัน 1. ช่องทางอัตราดอกเบี้ย (Interest Rate Channel) %* แบงก์ชาติ บ อัตราดอกเบี้ยนโยบาย TAL ดอกเบี้ยเงินฝาก+เงินกู้ ปรับเพิ่มขึ้นต้นทุนการ ลงทุนและบริโภคเพิ่มขึ้น ประชาชนต้องการบริโภค และลงทุนลดลง กิจกรรมทางเศรษฐกิจ และเงิน อลดลง 2. ช่องทางสินเชื่อ (Credit Channel) OK %* แบงก์ชาติขึ้น ลงทุนและบริโภคเพิ่มขึ้น อัตราดอกเบี้ยนโยบาย 3. ช่องทางมูลค่าสินทรัพย์ (Asset Price Channel) ดอกเบี้ยเงินฝาก+เงินกู้ ภาคธุรกิจมีภาระหนี้เพิ่มขึ้น ธนาคารเพิ่มความเข้ม ปรับเพิ่มบดิบทุนการ ฐานะการเงินค่อยลง ในการปล่อยสินเชื่อ ให้ภาคธุรกิจ ภาคธุรกิจ มาพยายการผลิต และเงินเฟ้อชะลอลง และลงทุนยากขึ้น กิจกรรมทางเศรษฐกิจ %* 141 แบงก์ชาติ น ดอกเบี้ยเงินฝาก+เงินกู้ ประชาชนถอนการลงทุน ราคาสินทรัพย์ลดลง ประชาชนรู้สึกมั่งคั่งลดลง ประชาชนใช้จ่ายลดลง กิจกรรมทางเศรษฐกิจ และงินเฟ้อชะลอลง อัตราดอกเบี้ยนโยบาย ปรับเพิ่มขึ้น ดิบทุนการ ในรูปแบบอื่นมาฝากธนาคาร ลงทุนและบริโภคเพิ่มขึ้น 4. ช่องทางอัตราแลกเปลี่ยน (Exchange Rate Channel) %* TI เงินบาทแข็งค่าขึ้น การส่งออกลดลง การ า าบาก บ การผลิตในประเทศ กิจกรรมทางเศรษฐกิจ ชะลอลง และเงินเฟ้อลดลง แบงก์ชาติ บ อัตราดอกเบี้ยนโยบาย ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย บางประเทศเพิ่มขึ้น เงินทุนไหลเข้า 5. ช่องทางการคาดการณ์ (Expectations Channel) %* แบงก์ชาติ น อัตราดอกเบี้ยนโยบาย ถ้าภาคธุรกิจและประชาชน คิดว่าเศรษฐกิจยังคงคี การบริโภคและการลงทุน เพิ่มพื้น กิจกรรมทางเศรษฐกิจ และฟินเฟ้อเพิ่มขึ้น ถ้าภาคธุรกิจและประชาชน คิดว่าเศรษฐกิจจะแบ่ง การบริโภคและการลงทุน ลดลง กิจกรรมทางเศรษฐกิจ และฟินเฟ้อชะลอลง
ページ19:
การดูแลค่าเงินบาทของแบงก์ชาติ จะยึดหลัก 3 ข้อ เช่นกัน คือ รับได้ (1) ดูแลความผันผวน (volatility) ของค่าเงินให้อยู่ในระดับที่เศรษฐกิจ (2) รักษาความสามารถในการแข่งขันโดยพิจารณาจากดัชนีค่าเงินบาท (Nominal Effective Exchange Rate หรือเรียกย่อ ๆ ว่า NEER) เป็นหลัก ซึ่งประกอบด้วยสกุลเงินของคู่ค้าและคู่แข่งที่สำคัญ ไม่ใช่เฉพาะดอลลาร์ สหรัฐฯ (อ่านเพิ่มเติมในกล่องเสริมความรู้ (3) ไม่ฝืนแนวโน้มที่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ เพราะจะนำไปสู่ความไม่สมดุลของเศรษฐกิจ (imbalances)
Recommended
Undergraduate
เศรษฐศาสตร์
วิเคราะห์ข้อดีและข้อจำกัดของการใช้ Big Data ในการบริหารภาครัฐ
Undergraduate
เศรษฐศาสตร์
ประเทศไทยมีการจ่ายภาษีกี่เปอร์เซ็น
Undergraduate
เศรษฐศาสตร์
มีใครพอสรุปเรื่อง การวิเคราะห์การผลิตในระยะยาว กับเรื่องการวิเคราะห์ต้นทุนการผลิตในระยะสั้น บ้างมั้ยคะ?
Undergraduate
เศรษฐศาสตร์
ช่วยวาดกราฟ ให้ดูหน่อยค่ะ พอดีงงมาก ภาวะดุลยภาพ อุปสงค์ อุปทาน
Undergraduate
เศรษฐศาสตร์
ช่วยหน่อยค่าาา
Undergraduate
เศรษฐศาสตร์
ช่วยหน่อยค่าา
Undergraduate
เศรษฐศาสตร์
1. ปัจจัยกำหนดอุปสงค์ของพริกไทยมีอะไรบ้าง ? 2. ปัจจัยกำหนดอุปทานของพริกไทยมีอะไรบ้าง ? 3. รัฐบาลใช้มาตรการในการแก้ปัญหาการขาดแคลนพริกไทยอย่างไรและสอดคล้องกับมาตรการในการ แก้ปัญหาตามแนวคิด ทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์อะไร ? (จงอธิบายมาพอเข้าใจ)
Undergraduate
เศรษฐศาสตร์
พี่ๆคนไหนสามารถทำข้อนี้ได้บ้างคะ ช่วยหน่อยค่ะ
Undergraduate
เศรษฐศาสตร์
วิชา PRE380
Undergraduate
เศรษฐศาสตร์


Comment
Komentar dinonaktifkan untuk catatan ini.