Undergraduate
ชีววิทยา
สรุปจุลชีววิทยา
78
1609
0
(แบบย่อ เนื้อหาไม่ละเอียดมากนัก)
บทที่ 1 แนวคิดพื้นฐานทางจุลชีววิทยาและปรสิตวิทยา(จุลินทรีย์อย่างเดียว)
บทที่ 2 การจัดหมวดหมู่ของเชื้อจุลชีพรูปร่างลักษณะ และคุณสมบัติทั่วไปและคุณสมบัติเฉพาะของจุลินทรีย์
ノートテキスト
ページ1:
บทที่ 1 แนวคิดพื้นฐานทางจุลชีววิทยาและปรสิตวิทยา ความเป็นมาของวิชาจุลชีววิทยา จุลชีววิทยา (microbiology) :เป็นวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับจุลินทรีย์ในด้านรูปร่างโครงสร้างการสืบพันธุ์ สรีรวิทยา การจำแนก การแพร่กระจาย ในธรรมชาติ ความสัมพันธ์ระหว่างจุลินทรีย์กับสิ่งมีชีวิตอื่น การ เปลี่ยนแปลงทางเคมีและกายภาพในสภาพแวดล้อมที่จุลินทรีย์เจริญ การศึกษาจุลินทรีย์แบ่งเป็นด้านต่างๆ ดังนี้ 1.ไวรอลโลจี Virology (วิสาวิทยา) ศึกษาเกี่ยวกับไวรัส ไวรอยด์ พรออน 2.แบคเทียรีออลโลจี Bacteriology (แบคทีเรียวิทยา) ศึกษาเกี่ยวกับ แบคทีเรีย 3.ไมคอลโลจี Mycology (ราวิทยา) ศึกษาเกี่ยวกับฟังไจ (Fungi) 4.ไซโคโลจี Phycology (สาหร่ายวิทยา) ศึกษาเกี่ยวกับ สาหร่าย 5.โปรโตซัวโลจี Protozoology (โปรโตซัววิทยา) ศึกษาเกี่ยวกับ โปรโตซัว ประเภทของจุลินทรีย์ 1.Bacteria 2.Virus 3.Mold 4.Protozoa • ความหมายของจุลินทรีย์ ประเภทของจุลินทรีย์ แบคทีเรีย Bacteria ไวรัส Virus Mold 1930 โ โปรโตซัว ส Protozoa • จุลินทรีย์ -อุบัติสิ่งแรกในโลก Micro=เล็ก Bio=bios=ชีวิต Logos=วิชา -คุณสมบัติ ความสามารถต่างกัน -กระจายอยู่ทุกที่ รวมทั้งในร่างกายคน -500,000ชนิด -มีทั้งคุณและโทษ จุลินทรีย์ มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น จนกว่าจะมีการรวมกลุ่มกัน อยู่ทุกสภาพแวดล้อมรวมถึงที่สิ่งมีชีวิตอื่นไม่สามารถอยู่ได้ จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์(Beneficial microorganism)เช่นผู้ย่อยสลาย เพิ่มสารอาหาร แร่ธาตุให้กับดิน กลับกันบางชนิดฉวยโอกาส(opportunists) พบในร่างกายปกติ ก่อโรคถ้าสถานที่ เวลา เหมาะสม มีบางชนิดที่เป็นจุลินทรีย์ เกล็ดความรู้ ก่อโรค(Pathogens) ระดับCD4 กับความเสี่ยงต่อภพเกิดโรคติดเชื้อฉวยโอกาสที่พบบ่อย ะดับ CD4> 200 เชื้อราในช่องปาก (Oral candidiasis) 2nn (Herpes zoster) ผืนดินกลบเอง (PPE) ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคติดเชื้อฉวยโอกาส CD4<100 cells คบ CD4< 200 วัณโรค (Tuberculosis) ปอดอักเสบ (PCP เชื้อรา เยื่อหุ้มสมอง (Cryptococcal) ในสมอง (Toxoplasmosis) มีโอกาสเป็นได้ทุกโรค ยกเว้น วันโรค” สามารถเป็นได้ทุกระดับ CD4 2 ไวนอยด์ (viroid) -Circular RNA -ไม่มีเอนไซม์ -ทั้งหมดก่อนโรค ในพืช -ไม่มีโปรตีนห่อหุ้มสารพันธุกรรม 1 ไวรัส (virus) -อนุภาคเล็กมาก เห็นได้โดยใช้กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนเท่านั้น -ไม่มีองค์ประกอบของเซลล์ แต่มีเอนไซม์ในเมแทบอลิซึม -มีDNA หรือ RNA ห่อหุ้มสารพันธุกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง -เพิ่มจํานวนได้เฉพาะ เซลล์ที่มีชีวิตเท่านั้น -มีขนากเล็กที่สุด โครงสร้างประกอบด้วยกรดนิวคลิอิก ชนิดRNA เป็นวงหวนสายเดี่ยว ไม่มีหรือมี โปรตีนเล็กน้อยน้ำหนักต่ำเป็นสิ่งก่อโรคที่มีขนาดเล็กที่สุด ก่อโรคในพืชกลไกในการ ก่อไม่ชัดเจน คาดว่าไวรอยด์เป็นตัวขัดขวาง กระบวนการควบคุมยืนของเซลล์เจ้าบ้าน พริออน(Prion) 3 -มีโปรตีนอย่างเดียว -มีความทนทาน ทนความร้อนสูง อุณหภูมิ90องศา เซลเซียส ทําลายไวรัสได้ -ไม่ถูกย่อย เอนไซม์ที่ย่อยDNA และ RNA ได้ -โรคที่เกิดจากพริออนในคน Kd,DJDในแกะ วัว BSE,scrapieo โรคที่เกิดพริออนส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่ม TSEs ที่มีผลต่อสมองระบบประสาทเนื่องจากพบได้ทั่วไปที่ ผิวเซลล์ หากพริออน เหนี่ยวน่าจะกลายเป็นโครงสร้างผิด ปกติสามารถตรวจสอบด้วยNMR -สามารถอยู่ในฟอร์มาลิน ได้นานถึง2ปี -ทนต่อUV แบคทีเรีย 5 4 โปรโตซัว (Protozoa) 1956 นายแพทย์เดเนียล คาร์ลตันกายดาเช็คชาวฮังการี โรคประหลาด นามว่า ฟอร์บน เกาะปาปัวนิวกินี นาสมองคน ตายมาให้กินลูกให้หลานกิน สังเกตว่า เกิดอาการสมอง เสื่อมอ่อนแรงจนเดินไม่ได้และ เสียชีวิต โรคร้ายนี้ชื่อ กูรู -เป็นพวกยูคาริโอตเซลล์เดียว รูปร่างหลายแบบ กลม รี ยาว -ไซโตพลาสซึม 2ชั้น คือ Ectoplasm Endoplasm -เพิ่มจํานวนเซลล์ แบ่งจากหนึ่งเป็นสอง - ใช้แมลงเป็นพาหะในการแพร่พันธุ์ สามารถมีชีวิตไม่ต้องพึ่งโฮสต์ โปรโตซัว จะเข้าไปอาศัยใน ทางเดินอาหาร ในเลือดเช่น โรคมาลาเรีย โรคทอกโซพลาส โมซิส (Toxoplasmosis) ที่จากการติดเชื้อผ่านอุจจาระ แมว เป็นอันตรายต่อหญิงตั้งครรภ์ สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวขนาดเล็ก ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า รูปร่าง ลักษณะแตกต่างกันแต่ละชนิด บางชนิดมีหาง, ติ่ง บางชนิดไม่ต้องพึ่งพา อาศัยสิ่งมีชีวิตอื่นๆ บางชนิดอยู่ในรูปแบบปรสิต -พวกprokaryote มีDNA แบ่งตัวแบบทวีคูณ ทำให้เกิดโรคมีอยู่น้อย รา (Fungi) 6 -ยูคาริโอต ไม่มีคลอโรฟิลล์ -เชลล์เดียว เช่น ยีสต์ -หลายเซลล์ เช่น ราเส้นสาย เห็ด -สืบพันธุ์โดย แตกหน่อ สร้างสปอร์ -องค์ประกอบสําคัญ “ไฮฟา Acanthamoeba พบได้ในน้ำ ดิน มันไม่ต้องอาศัยสัตว์อื่น เป็นสาเหตุเกิดโรคในคน แหล่งที่พบเชื้อ แหล่งน้ำ ตามธรรมชาติ สระว่ายน้ำที่มีคลอรีนโดยจะพบใน แท็งก์น้ำ น้ำที่ใช้หล่อเลี้ยงเครื่องปรับอากาศ 7 ริกเกตเซีย (Rickettsia) อาศัยเซลล์ของสิ่งมีชีวิตอื่น เติบโต แพร่พันธุ์เนื่องจากไม่ สามารถเก็บรักษาสารที่จำเป็นบางชนิดไว้ในเซลล์ได้ ขนาด เล็กแบคทีเรีย แต่ใหญ่กว่าไวรัส มีรูปร่างหลาย บางชนิด เปลี่ยนแปลงรูปร่างได้ด้วย เพิ่มจำนวนโดยการแบ่งตัว ONATO
ページ2:
บทที่ 2 การจัดหมวดหมู่ของเชื้อจุลชีพรูปร่างลักษณะ และคุณสมบัติทั่วไปและคุณสมบัติเฉพาะของจุลินทรีย์ แบคทีเรีย 5: -จุลินทรีย์ชนิดหนึ่งต้องใช้กล้องจุลทรรศน์จึงจะเห็น เซลล์เดียว (unicellular) มีผนังเซลล์ แข็ง(rigid) ไม่มีนิวเคลียสที่เห็นได้ชัดเพิ่มจำนวนได้โดยแบ่งตัวตามขวาง(transverse fission) -สามารถวัดขนาดหน่วยที่ใช้วัด micron มีค่าเท่ากับ1/1,000 มิลลิเมตร -แบคทีเรียมีขนาดแตกต่างกันไปตั้งแต่0.2-1.5ไมครอน -แบคทีเรียที่ใหญ่ที่สุด Thiiomargarita namibiensis 750 ไมครอน -แบคทีเรียที่เล็กที่สุด genus Mycoplasma 0.3 ไมครอน -โครงสร้างของแบคทีเรีย โครงสร้างบางอย่างพบในแบคทีเรียทั่วไป บางอย่างพบในบางชนิดเท่านั้น โครงสร้างที่ผิวเซลล์(Surface structure) -แฟลกเจลลา (flagella) O -ฟิมเบรียหรือพิไล (fimbria or pili) -แคปซูล(capsule) หรือชั้นเมือก slime layer) โครงสร้างที่ห่อหุ้มเซลล์ (envelope structure) -ผนังเซลล์(cell wall) -เยื่อหุ้มเซลล์ (cell membrane หรือ cytoplasm membrane) • โครงสร้างภายในเซลล์ -ไซโตพลาสซึม(cytoplasm) -ไรโบโซม (ribosome) -บริเวณโครมาติน(chromatin area) หรือ นิวเคลีออยด์(nucleoid) -ไซโตพลาสมิกอินคลูชั่น (cytoplasmic inclusions) -เอนโดสปอร์(endospore) ● Slime layer ทำหน้าที่ห่อหุ้มเซลล์ ช่วยให้ทนต่อความแห้งแล้งและสารเคมี กำจัด ได้ด้วยเบสกรดออ่อน ไม่เป็นAntigen ไม่ก่อโรค มีรูปร่างไม่ แน่นอน ●Flagella -พบในแบคทีเรียเคลื่อนที่เกือบทั้งหมด -เป็นรยางค์คล้ายขน -ขนาดเล็ก ต้องย้อม โดยวิธี(basic fuchsia and tannic acid staining)จึงเห็น -ช่วยในการเคลื่อนที่ หาอาหาร • โครงสร้างแบ่ง3ส่วน -ส่วนที่ติดอยู่กับฐาน (basal body) -ตะขอ (Hook) -ส่วนที่เป็นเส้นยาวจากผนัง เซลล์(Filament) รูปแบบ ในแฟลกเจลลาของแบคทีเรีย -แบคทีเรียAtrocious คือแบคทีเรียที่ไม่มีแฟลกเจลลา -Monotrichous มีแฟลกเจลลาเดียว -Lophotrichous flagella มีแฟลกเจลลาเป็นกระจุก -Amphitrichous flagella มีแฟลกเจลลาสามารถเคลื่อนได้หลายทิศทาง -Peritrichous flagella มีแฟลกเจลลาแบบกระจายรอบๆ • ผนังเซลล์ (cell wall) เป็นโครงสร้างที่แข็งแรง ทำให้แบคทีเรียรูป ร่างคงที่ หน้าที่ควบคุมการผ่านเข้าออกของน้ำและสารประกอบ osmotic pressure ต่างกัน ผนังเซลล์มีantigen ที่ไปกระตุ้น ร่างกายคนสัตว์Antibody,สังเคราะห์สารต่าๆ แบ่งเซลล์แบบ ทวิภาค(binary fission) โครงสร้างภายในผนังเซลล์แตกต่างกัน ทําให้ย้อมสีด้วยวิธีGram ติดสีต่างกัน ทำให้แยกแยะแบคทีเรียได้ ผนังเซลล์เป็นที่เกาะของแฟลกเจลลา เกิดการแบ่งเซลล์และเจริญ บโต ถ้าไม่มีผนังเซลล์จะไม่มีการแบ่งตัว + - Frimbriaeและpili -ลักษณะเป็นขน - -มีจํานวนมากกว่าแต่มีขนาดเล็กกว่าแฟลกเจลลา -ช่วยให้แบคทีเรียยึดเกาะกับพื้นผิวและถ่ายโอนยีน -ไม่มีหน้าที่ในการเคลื่อนที่ -พบได้ทั้งแบคทีเรียที่เคลื่อนที่ได้และไม่ได้ -ดูได้ด้วยElectron microscope เท่านั้น เยื่อหุ้มเซลล์ (Cell Membrane) O แคปซูล (Copsule) ขนาดแต่ละชนิดแตกต่างกัน สารที่เป็นองค์ประกอบของแคปซูล ส่วนใหญ่คือ polysaccharides -เป็นโครงสร้างGlycocalyx -ทําให้เกิดโรค -ทําหน้าที่ช่วยป้องกันผนังเซลล์ไม่ให้ถูกทำลาย -มีคุณสมบัติเป็นk-antigen หน้าที่และความสำคัญของแคปซูล -ป้องกันสิ่งที่จะเป็นอันตรายต่อเซลล์แบคทีเรีย -ช่วยให้แบคทีเรียเกาะติดกับพื้นผิวใดๆได้ทั้งสภาวะก่อโรค แวดล้อมทั่วไป เพิ่มศักยภาพในการเจริญ ก่อโรค -ช่วยให้สารอาหารมารวมอยู่รอบๆเซลล์ -มีคุณสมบัติป้องกันการกลืนกินของเม็ดเลือดขาว (anti- phagocytosis) Gram-positive cell wall ความแตกต่างระหว่างแบคทีเรียแกรมบวกและแบคทีเรียแกรมลบ น้อยกว่า ความซับซ้อน ของผนังเซล มากกว่า (ประมาณ 28-30 มีไมโครเมตร) รองผนังเซลล์ (ประมาณ 15-20 มีไมโครเมตร) มีความทนทานต่ำ มีความทนทานสูง ติดสีม่วง ความทนทาน ต่อความร้อน การฉายรัง และแรงดัน ของคริสตัลไวโอเลต การย้อมติดสี (crystal violet) Lactobacillus sp. แลคโตบาซิลลัน แบคทีเรียที่ใช้ทำโยเกิร์ต เป็นเยื่อบางๆ ส่วนประกอบสำคัญคือฟอสโฟไลปิด และ โปรตีน ควบคุมการผ่านเข้าออกของสารต่างๆ เยื่อหุ้ม เซลล์ส่วนที่ยื่นเข้าไปในส่วนของเซลล์Cytoplasm)เรียก ว่า mesosome ทำหน้าที่สะสมน้ำย่อย (enzyme)และ สารต่างๆที่จําเป็นของเชลล์ ●Ribosome -ลักษณะเป็นเม็ดเล็กกระจายอยู่ในไซโทพลาสซึม -ไม่มีเยื่อหุ้ม -หน้าที่สังเคราะห์โปรตีนเพื่อส่งออกนอกเซลล์ ตัวอย่าง ดหีแดง ของซาฟรานิน (safranin) Escherichia coli หรือ อีโคไล (E. coli แบคทีเรียที่พบในลำไส้ - ของสัตว์เมื่อดอุ่น Gram-negative cell wall เอนโดสปอร์ เป็นโครงสร้างที่เหนียว ทนทาน ไม่สืบพันธุ์ ผลิต โดยแบคทีเรียแกรมบวก ทนทานต่อความรู้ รังสียู วี รังสีแกรมม่า แบคทีเรียที่สร้างเอนโดสปอร์ ก่อโรคใน ธรรมชาติ เช่นClostridium botulinum,Bacillus anthracis และ Clostridium tetani ONAT
ページ3:
(ต่อ) บทที่ 2 การจัดหมวดหมู่ของเชื้อจุลชีพรูปร่างลักษณะ และคุณสมบัติทั่วไปและคุณสมบัติเฉพาะของจุลินทรีย์ • โครงสร้างของเอนโดสปอร์ ประกอบด้วย 1.core 2.core wall 3.spore cortex 4.spore coat 5.exosporium กระบวนการก่อโรคของแบคทีเรีย 1.สร้างสารพิษ(Toxin) 2.กระตุ้นให้ร่างกายตอบสนองด้วยการ อักเสบ 3.แบคทีเรียบางชนิดจะเข้าไปอยู่ภายในเซลล์ ของมนุษย์ ● Exotoxin ประเภทของแบคทีเรีย 1.แบ่งตามการติดสีย้อมแกรม(Gram stain) คือแบคทีเรียแกรมบวกและลบ 2.แบ่งตามรูปร่างคือCoccus,Bacillus spirochete 3.แบ่งตามการใช้ออกซิเจนคือAerobic bacteria(ใช้),Anaerobic bacteria(ไม่ใช้) 1.แบคทีเรียที่เจริญในอากาศเท่านั้น (obligate aerobe)ก่อ โรค ในคนมากที่สุด ├2.แบคทีเรียที่ไม่เจริญ ในอากาศเท่านั้น (obligate anaerobe) เช่นClostridium spp. ├3.แบคทีเรียที่เจริญในอากาศและไม่เจริญใน อากาศ(facultative anaerobe) เช่นsalmonella enteritidis 4.แบคทีเรียที่เจริญได้ดีในอากาศเล็ก น้อย(microaerophile) เช่นCampylobacter spp. ถูกสร้างและปล่อยออกมานอกเซลล์ขณะที่เซลล์ยังมีชีวิต -Neurotoxin คือ toxinที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท -Enterotoxin คือ toxin ที่ออกฤทธิ์ต่อระบบทางเดิน อาหารและนําไส้ -cytotoxic คือ toxin ที่ทำลายเซลล์หลายชนิด • Endotoxin อยู่ในเซลล์ที่มีชีวิต อาจถูกปลดปล่อยออกมาเมื่อเซลล์ แตกหรือตาย -ทำให้เกิดอาการไข้(pyrogenicity) -ทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเลือด(blood change) -ทําให้เกิดอาการช็อค(shock) Exotoxin แบคทีเรียแกรมบวก และ แบคทีเรียแกรมลบบางชนิด กลไกการดื้อยาของแบคทีเรีย มีกลไกหลัก 3 แบบ 1.แบคทีเรีย ใช้พลังงานจาก ATP ลำเลียงยาปฏิชีวนะที่เข้ามาในเซลล์ให้ออกไปนอกเซลล์ 2. แบคทีเรียสร้างเอนไซม์ที่สามารถเปลี่ยนแปลงยาปฏิชีวนะ 3. แบคทีเรียมีกลไกป้องกันไม่ให้ยาปฏิชีวนะเข้าไปในเซลล์หรือเข้าไปได้น้อยลง • ไวรัส รูปร่างของไวรัส 1.Cubic symmetry 2.Helical symmetry 3.Complex ไวรัสติดต่อ/เข้าสู่ร่างกาย 1.ทางการหายใจ • โครงสร้างและส่วนประกอบของไวรัส -กรดนิวคลีอิก (Nucleic acid) -แคปสด(Capsid) -เปลือกหุ้ม(Envelope) 3.ทางการมีเพศสัมพันธ์กับคนที่เป็น โรค/พาหะโรค สมบัติ Endotoxin 2.ทางเลือด จุลินทรีย์ที่สร้าง แบคทีเรียแกรมลบ การปลดปล่อยจากเซลล์ Viable cells. Cell lysis Protein Lipopolysaccharides สูง ต่ำา แล้วแต่ชนิด ไข่ คุณสมบัติทางเคมี ความเป็นพิษ การออกฤทธิ์ 4.ทางการตั้งครรภ์โดยเชื้อไวรัสแพร่ จากแม่ไปสู่ลูก 5.ทางการสัมผัสทางผิวหนังโดยตรง 6.ทางการถูกสัตว์ที่เป็นโรคกัด 7.เข้าทางตา • การทำงานของไวรัสทุกชนิดคล้ายกันประกอบด้วยประมาณ6ขั้นตอน 1.การเกาะติดโฮส(attach) 2.การแทรกผ่านเยื่อหุ้มเซลล์(penetration) 3.การปลดปล่อยสารพันธุกรรม (Uncoating) 4.การสังเคราะห์สาร (Biosynthesis) 5.การประกอบไวรัส (assembly) 6.ไวรัสตัวใหม่ออกนอกเซล โฮส(release) การเพิ่มจํานวนของไวรัส 1.การเกาะติด(Attachment) 2.การเข้าสู่เซลล์(Penetration) 3.การถอดเปลือก โปรตีน(Uncoating) 4.สังเคราะห์ส่วนประกอบและเพิ่ม จํานวนของไวรัส 5.การประกอบส่วนประกอบของ ไวรัส(Assembly) 6.การเจริญเติบโตเต็มที่(Maturation) 7.การออกจากเซลล์(Release) ประเด็น ความเป็นสิ่งมีชีวิต ขนาด โครงสราง การมีชีวิตอยู การรักษา แบคทีเรีย เชลล์ที่ไม่มีเยื่อหุ้มนิวเคลียส ไวรัส อนุภาคไม่มีการหายใจและกระบวนการเมทาบอลิซึม 1,000 นาโนเมตร สามารถมองเห็นได้โดยใช้กล้อง 20-400 นาโนเมตรสามารถมองเห็นได้โดยใช้กล้อง จุลทรรศน์แบบใช้แสง จุลทรรศน์แบบอิเล็กตรอน ผนังเซลล์ที่แข็ง และห่อหุ้มด้วยเยื่อหุ้มเซลล์ที่นุ่ม ไม่มีผนังเซลล์ แต่จะถูกห่อหุ้มด้วยโปรตีนด้านนอก หยุน ภายในประกอบด้วยไซโทพลาซึม เรียกว่า แคปสิต (Capsid) และมีสารพันธุกรรมอย่าง DNA หรือ RNA อยู่ตรงกลาง ชีวิตยาวนานประมาณ 3.5 พันล้านปีมาแล้ว และ ไม่สามารถมีชีวิตอยู่หรือเพิ่มจำนวนได้เลยหากไม่มี พวกมันสามารถมีชีวิตอยู่ได้อย่างอิสระ โฮสต รักษาโดยยาต้านจุลชีพ (Antimicrobials) และ รักษาไม่ได้โดยยาแต่ป้องกันโดยการฉีดวัคซีน ป้องกันได้ด้วยวัคซีน วิธีทําจัด/ฆ่าไวรัส 1.การใช้ยาต้าน/สารต้านเชื้อไวรัส 2.การใช้เซรุ่ม/น้ำเหลืองของเลือด (Serum) 3.การฉีดวัคซีน • การแบ่งชนิดของไวรัส 1.สารพันธุกรรมนิวคลีอิคแอซิด 2.รูปร่างเปลือกโปรตีน 3.เปลือกไขมัน 4.ลักษณะการแบ่งตัวของไวรัส 5.ตามอวัยวะไวรัสเข้าไปอยู่ทำให้ก่อโรค 6.แบ่งตามพยาธิสภาพ การแบ่งตัวไวรัสที่มีกรดนิวคลีอิกชนิดDNA จำนวน5กลุ่ม และชนิดRNA จำนวน11 กลุ่ม Onked
ページ4:
(จบ) บทที่ 2 การจัดหมวดหมู่ของเชื้อจุลชีพรูปร่างลักษณะ และคุณสมบัติทั่วไปและคุณสมบัติเฉพาะของจุลินทรีย์ - กำาเนิดของฟังไจ -พบหลักฐานซากดึกบรรพ์ของฟังไจในช่วงเดียวกันกับพืชที่วิวัฒนาการอยู่บนบก -พบ ไมคอร์ไรซา อยู่ในซากดึกดำบรรพ์ของพืชที่มีท่อลำเลียงซึ่งเป็นที่อยู่ร่วมกันแบบภาวะพึ่งพากันระหว่างฟังใจและรากพืช ลักษณะรูปร่างและการดำรงชีวิตของฟังใจ คือผนังเซลล์มีสารไคทนเป็นองค์ประกอบมีการดำรงชีวิตแบบภาวะย่อยสลายและบางชนิดเป็นปรสิตของสิ่งมีชีวิตอื่น รูปแบบการดารงชีวิตของรา 1.เป็นผู้ย่อยสลาย(saprophytes) 2.เป็นปรสิต(parasite) 3.แบบภาวะพึ่งพา(symbiosis) การสืบพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตในอาณาจักรฟังใจ 1.Fragmentation เกิดจากเส้นใยหักเป็นส่วนๆ 2.Budding การแตกหน่อ 3.Fission การแบ่งออกเป็น2ส่วน 4.การสร้างสปอร์แบบไม่อาศัยเพศ 5.การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ - ไฟลัมของฟังใจ (แบ่งตามลักษณะการสร้างสปอร์ในการสืบพันธ์แบบอาศัยเพศ) 1.ไฟลัมไทริดิโอไมโคตา (phylum chytridiomycota) 2.ไฟลัมไซโคไมโคตา (Phylum Zygomycota) 3.ไฟลัมแอสโคไมโคตา(phylum Ascomycota) 4.ไฟลัมเบสิดิโอไมโคตา(phylum Basidiomycota) • เห็ด(mushroom) เป็นกลุ่มของเชื้อราที่มีขนาดใหญ่ (macro fungi) ซึ่งในระยะ หนึ่งของการเจริญของเชื้อรานี้จะสร้างโครงสร้างขนาดใหญ่ เช่น ดอกเห็ด หรือ fruiting body ที่เราสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า โครงสร้างขนาด ใหญ่นี้มีขนาดแตกต่างกันตามชนิดและสายพันธุ์ จึงสามารถใช้ลักษณะ ดังกล่าวประกอบการจัดจำแนกชนิดของเห็ดราได้ เห็ดเป็นสิ่งมีชีวิตที่มี หลายเซลล์ (Eukaryote) เ น ไ ฟาเท มีสารพันธุกรรมต่างกัน จโทพลาสซึมรวมกัน. เกิดปั่น 2 นิวเคลียส ยังไม่รวมกัน เบ โ สปอร์ ชิน 4 นิวเคลีย Sexual reproduction VERONIN นิวเดลี สรวมกัน เบเนียม เบซิดิโอคาร์น KARTOGAMY Haploid ( ลักษณะทั่วไปของเห็ด 1.หมวกเห็ด 2.ครีบ 3.ก้าน 4.แอนนูลัส 5.เยื่อหุ้มดอกเห็ด Dikaryotic (40 Delega หมวกเห็ด (pileus หรือ capl เกล็ด (scale) - ครีบ (lamella หรือ gill) * แอนนูลัส (annulus) * ก้าน (stipe หรือ stalk) - เยื่อหุ้มดอกเห็ด (volva) เกร็ดความรู้ เห็ดเป็นสิ่งมีชีวิตจำพวกเดียวกับราแต่เป็นเชื้อรา THANKS ชั้นสูงที่สามารถพัฒนาเส้นใยจนกลายเป็นดอก เห็ด หรือกลุ่มก้อนที่มองเห็นด้วยตาเปล่า A LOT • เห็ดในทางจุลชีววิทยาถูกจัดเป็นเชื้อราชั้นสูง 1.เป็นแหล่งโปรตีนจากธรรมชาติ 2.สารอาหารต่างๆ ในเห็ดมีประโยชน์ •ประโยชน์ของเห็ด เห็ดมีองค์ประกอบของพฤกษเคมีที่ชื่อว่า “โพลีแซคคา ไรด์” (Polysaccharide) จะทำงานร่วมกับแมคโครฟาก จ์(macrophage) ซึ่งเป็นเซลล์คุ้มกันขนาดใหญ่ที่ออก จากหลอดเลือดเข้าสู่เนื้อเยื่อและจะไป จับกับโพลีแซคคา ไรด์ที่บริเวณกระเพาะอาหาร และนำไปส่งยังเซลล์คุ้ม กันตัวอื่นๆ โดยจะช่วยกระตุ้นวงจรการทำงานของ ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เสริมและช่วยเพิ่มปริมาณ และประสิทธิภาพของเซลล์คุ้มกันธรรมชาติ ให้ทา หน้าที่ทําลายเซลล์แปลกปลอมที่เข้ามาในร่างกาย รวมถึงพวกไวรัสและแบคทีเรียอื่นๆ ด้วย โทษของรา 1. พิษต่อตับ ได้แก่ aflatoxins 2. พิษต่อเซลล์และระบบภูมิคุ้มกัน ได้แก่ trichothecenes 3. พิษต่อระบบประสาท และกล้ามเนื้อ ได้แก่ ergot alkaloids 4. พิษต่อไต ได้แก่ ochratoxin A 5. พิษต่อระบบสืบพันธุ์ ได้แก่ zearalenone จึงเรียนอน --wedd ตารางเปรียบเทียบความแตกต่างของฟังใจแต่ละกลุ่ม ม Onkr
Recommended
Recommended
Undergraduate
ชีววิทยา
มีใครพอจะช่วยหาคำตอบได้บ้างคะ
Undergraduate
ชีววิทยา
🙏ช่วยหน่อยนะงับ
Undergraduate
ชีววิทยา
ช่วยตอบคำถามหน่อยนะคะ
Undergraduate
ชีววิทยา
ในการควบคุมจุลินทรีย์ ทำไมสารเคมี ความร้อน รังสีUV ยาปฎิชีวนะถึงควบคุมการเจริญของเชื้อได้คะ มันใช้กลไกอะไรในการควบคุม
Undergraduate
ชีววิทยา
อยากได้เกี่ยวกับจุลชีววิทยาคะ
Undergraduate
ชีววิทยา
อยากได้เทคนิคการจำ ปรสิตวิทยาค่ะ ตอนนี้เรียนปี 2 มันนเยอะมากกกก
Undergraduate
ชีววิทยา
Comment
No comments yet